⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7495/2537

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7495/2537

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากจำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่าการที่ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยในประเด็นใดเป็นการไม่ชอบ ถือว่าจำเลยไม่ติดใจในข้อนั้น และศาลอุทธรณ์ไม่มีเหตุอันสมควรที่จะยกประเด็นนั้นขึ้นวินิจฉัยใหม่

ย่อคำพิพากษา

จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมจำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง โจทก์คิดดอกเบี้ยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามหนี้จากโจทก์ และจำเลยมิได้เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวก็ตามแต่ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์เกินกว่า500,000 บาท หรือไม่และจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ ก็ได้วินิจฉัยรวมถึงประเด็นที่จำเลยได้ให้การต่อสู้ไว้แล้ว ยกเว้นในประเด็นว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ที่มิได้วินิจฉัย แต่เมื่อจำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่าการที่ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวเป็นการไม่ชอบก็ถือได้ว่าจำเลยไม่ติดใจในข้อนี้แล้ว ดังนี้ แม้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ก็ไม่มีเหตุอันสมควรที่ศาลอุทธรณ์จะยกขึ้นวินิจฉัยและย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีใหม่ ชอบที่ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยคดีไปตามประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.243 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.153

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นลูกค้าธนาคารโจทก์โดยเปิดบัญชีเดินสะพัดประเภทเงินฝากกระแสรายวัน เลขที่ 099-1-02455-7 ไว้กับธนาคารโจทก์ซึ่งหลังจากเปิดบัญชีแล้ว จำเลยได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับธนาคารโจทก์จำนวน 2,000,000 บาท โดยยอมเสียดอกเบี้ยทบต้นในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี และกำหนดจะชำระเงินที่กู้เบิกเกินเกินบัญชีพร้อมดอกเบี้ยให้หมดสิ้นภายในวันที่ 15 กันยายน 2527ต่อมาจำเลยได้ทำสัญญาเพิ่มวงเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์อีกจำนวน 2,000,000 บาท รวมเป็นวงเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์จำนวน 4,000,000 บาท จำเลยได้มอบเงินฝากประจำของจำเลยที่ได้ฝากไว้กับธนาคารโจทก์จำนวน 4,000,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยเงินฝากให้โจทก์ไว้เป็นประกันการกู้เบิกเงินเกินบัญชีดังกล่าว โดยทำหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์หักบัญชีหรือถอนเงินฝากประจำดังกล่าวรวมทั้งดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วนเข้าชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีได้ทุกเมื่อ ต่อมาจำเลยได้เบิกเงินเกินกว่าวงเงินที่ทำสัญญาไว้ โจทก์เตือนให้จำเลยนำเงินเข้าบัญชีเพื่อลดยอดหนี้ให้อยู่ภายในวงเงิน จำเลยไม่ปฏิบัติตามโจทก์จึงได้ถอนเงินฝากประจำพร้อมดอกเบี้ยของจำเลยที่ให้โจทก์ไว้เป็นประกันทั้งหมด 4,000,000 บาท และนำเข้าบัญชีเดินสะพัดของจำเลยเพื่อลดยอดหนี้ ปรากฎว่าจำเลยยังเป็นหนี้ธนาคารโจทก์อีกเป็นเงิน 495,494.99 บาท ต่อมาจำเลยได้ผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์จำนวน 5,000 บาท และจำนวน 26,111.12 บาท ปรากฎว่ายอดหนี้ในบัญชีเดินสะพัดของจำเลยได้เพิ่มสูงขึ้น โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยกู้เบิกเงินเกินบัญชีอีกต่อไปจึงให้ทนายความทวงถามจากจำเลย 22 ครั้ง แต่ละครั้งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่าสามสิบวัน จำเลยมิได้ชำระหนี้ให้โจทก์ รวมต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างชำระเป็นเงินทั้งสิ้น 834,041.64 บาท หนี้ดังกล่าวเป็นจำนวนที่แน่นอนและถึงกำหนดชำระแล้ว ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่า 500,000 บาท จำเลยได้รับการทวงถามแล้วไม่น้อยกว่าสองครั้ง แต่ละครั้งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่าสามสิบวัน จำเลยไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ แสดงว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัวขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะหนังสือรับรองของโจทก์ได้รับรองก่อนฟ้องคดีนี้เป็นเวลาเกินกว่า 30 วัน และหนังสือมอบอำนาจท้ายฟ้องไม่ได้บ่งให้ฟ้องจำเลย ตลอดจนตราประทับในหนังสือมอบอำนาจไม่ตรงกับที่ได้ให้ไว้ที่สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร จำเลยไม่เคยเป็นหนี้โจทก์ โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดและเมื่อทวงถามให้จำเลยชำระหนี้แล้วสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีระงับคิดดอกเบี้ยทบต้นไม่ได้ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมจำเลยไม่เคยได้รับคำบอกกล่าวจากโจทก์ และจำเลยยังมีทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก มิได้เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาตามลำดับประเด็นแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นโดยให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาตามลำดับประเด็นที่จำเลยให้การต่อสู้ไว้แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดีนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะให้การต่อสู้คดีว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง โจทก์คิดดอกเบี้ยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามหนี้จากโจทก์ และจำเลยมิได้เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวก็ตาม แต่ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์เกินกว่า 500,000 บาท หรือไม่และจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ก็ได้วินิจฉัยรวมถึงประเด็นที่จำเลยได้ให้การต่อสู้ไว้แล้วยกเว้นในประเด็นว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ที่มิได้วินิจฉัย แต่เมื่อจำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า การที่ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวเป็นการไม่ชอบ ก็ถือได้ว่าจำเลยไม่ติดใจในข้อนี้แล้ว ดังนี้ แม้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ก็ไม่มีเหตุอันสมควรที่ศาลอุทธรณ์จะยกขึ้นวินิจฉัยและย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีใหม่ ชอบที่ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยคดีไปตามประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์ พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาคดีตามอุทธรณ์ของจำเลยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7495/2537 ธนาคาร กสิกร ไทย จำกัด โจทก์ บริษัท เลิศ เอ็นยิเนียริ่ง (1983) จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคาร กสิกร ไทย จำกัด · จำเลย - บริษัท เลิศ เอ็นยิเนียริ่ง (1983) จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมิทธิ์ วราอุบล · ปรีชา เฉลิมวณิชย์ · จิระ บุญพจนสุนทร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2749/2538ฎีกา 1721/2528ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 6968/2537ฎีกา 2834/2527ฎีกา 7903/2568ฎีกา 3099/2524ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 72/2505ฎีกา 4432/2534ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 4470/2543ฎีกา 6058/2538ฎีกา 2898/2538ฎีกา 1959/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา