คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7092/2538
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างการสมรส แต่คู่สมรสไม่ได้อยู่กินฉันสามีภริยากัน ทรัพย์สินนั้นไม่ถือเป็นสินสมรส และหากบุคคลอื่นมีส่วนในการชำระค่าที่ดินและบ้านพิพาท บุคคลนั้นย่อมมีส่วนเป็นเจ้าของร่วมด้วย และหากไม่อาจหยั่งทราบส่วนแห่งความเป็นเจ้าของได้ ให้สันนิษฐานว่าแต่ละคนมีส่วนเท่ากัน
ย่อคำพิพากษา
แม้จำเลยที่ 1 จะซื้อที่ดินพิพาทมาภายหลังจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ แต่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่เคยอยู่กินฉันสามีภริยากันเลย จำเลยที่ 1เป็นผู้ซื้อที่ดินและนำไปจำนองผ่อนชำระหนี้ฝ่ายเดียว ส่วนจำเลยที่ 2 อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 1 มีส่วนในการชำระเงินดาวน์และผ่อนชำระราคาค่าที่ดินและบ้านพิพาท จึงมีส่วนเป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาทด้วย และที่จำเลยที่ 1ไปเอาเงินจากโจทก์มาไถ่ถอนที่ดินนำไปจำนองใหม่แล้วนำเงินไปปลูกบ้าน โจทก์จึงมีส่วนร่วมในที่ดินและบ้านพิพาทด้วยเช่นกัน โจทก์และจำเลยทั้งสองต่างเป็นเจ้าของร่วมกันในที่ดินและบ้านพิพาท แต่ตามพฤติการณ์ไม่อาจหยั่งทราบได้ว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองมีส่วนเป็นเจ้าของคนละเท่าใด จึงต้องสันนิษฐานว่าแต่ละคนมีส่วนเท่ากันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1357 จำเลยที่ 2 มีส่วนหนึ่งในสามส่วนส่วนที่เหลืออีกสองในสามส่วนเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งต้องแบ่งให้ได้ส่วนเท่ากัน
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางพรพรรณ บุญสนิท · จำเลย - นายสมเกียรติ บุญสนิท กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อร่าม หุตางกูร · ไพศาล รางชางกูร · สมพล สัตยาอภิธาน |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่งธนบุรี - นายจรัส พวงมณี · ศาลอุทธรณ์ - นายทวีชัย เจริญบัณฑิต |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา