คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 738/2538
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การครอบครองปรปักษ์ที่ดินที่ถูกฟ้องขับไล่และศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ย่อมไม่สามารถอ้างสิทธิครอบครองปรปักษ์ได้ เพราะการครอบครองนั้นไม่สงบและเปิดเผยตามกฎหมาย
ย่อคำพิพากษา
โจทก์เคยถูกมารดาจำเลยฟ้องขับไล่ออกจากที่พิพาท และคดีถึงที่สุดแล้วโดยศาลพิพากษาให้ขับไล่ แม้จำเลยมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว เมื่อจำเลยได้ที่พิพาทจากมารดา การที่โจทก์ฟ้องคดีใหม่ว่าครอบครองปรปักษ์ในที่พิพาทมาโดยตลอด แต่โจทก์มิได้ตั้งรูปเรื่องเข้ามาใหม่ว่าเป็นการได้กรรมสิทธิ์มาภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้วอย่างไร แม้จำเลยคดีนี้ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีก่อน แต่จำเลยได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่พิพาทสืบต่อจากผู้ชนะคดีตามคำพิพากษา จึงไม่ถือว่าเป็นบุคคลภายนอก โจทก์ในคดีนี้ต้องผูกพันโดยคำพิพากษาในคดีเดิมด้วย และโจทก์ก็ไม่ได้เป็นบุคคลภายนอกคดีที่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่า
ศาลอุทธรณ์สั่งเฉพาะค่าทนายความให้โจทก์ใช้แทนจำเลยส่วนค่าใบแต่งทนายความเข้ามาใหม่มิได้วินิจฉัยถึง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา161 ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ใช้ค่าธรรมเนียมอื่นด้วย
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายวร เติมงาม กับพวก · จำเลย - นางรื่นฤดี สงคระพันธ์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ธีระจิต ไชยาคำ · ปรีชา เฉลิมวณิชย์ · สถิตย์ สิทธิลักษณ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายธีระเดช ยุวชิต · ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ - นายบุญอินทร์ ส่งเสริมสกุล |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา