⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7581/2538

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7581/2538

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำพิพากษาตามยอมที่ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว หากคู่ความเห็นว่าคำพิพากษาไม่เป็นไปตามข้อตกลง ชอบที่จะอุทธรณ์ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษา เมื่อพ้นกำหนดแล้ว คำพิพากษาถึงที่สุดและมีผลผูกพันตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

สัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยตกลงทำไว้กับโจทก์และที่ศาลพิพากษาตามยอมนั้น หากจำเลยเห็นว่าคำพิพากษาตามยอมมิได้เป็นไปตามข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความแล้ว จำเลยชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมนั้นนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง(1)(3)และการอุทธรณ์นั้นจำเลยต้องอุทธรณ์ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาตามมาตรา 229 เมื่อจำเลยมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมภายในกำหนดดังกล่าวย่อมเป็นอันถึงที่สุดและมีผลผูกพันจำเลยที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติโจทก์ชอบที่จะขอให้บังคับคดีและนำยึดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้ได้ จำเลยไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์โดยอ้างเหตุว่าสัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยตกลงทำกับโจทก์และที่ศาลพิพากษาตามยอม เป็นนิติกรรมอำพรางที่โจทก์ใช้กลอุบายหลอกลวงให้จำเลยหลงทำขึ้น

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.138

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี และโจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยรวม 11 รายการ จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์อ้างว่า สัญญาประนีประนอมยอมความที่กำหนดให้จำเลยชำระหนี้ทั้งหมดภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2536เป็นนิติกรรมอำพรางที่โจทก์ฉ้อฉลหลอกลวงให้จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพราะข้อตกลงที่เป็นจริงคือ โจทก์ยอมให้จำเลยผ่อนชำระหนี้ตามฟ้องและค่าทนายความอีก 2,000 บาท ใน 1 ปี นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลโดยแบ่งชำระเดือนละไม่น้อยกว่า 20,000 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุเพิกถอนการยึดทรัพย์ ให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะไต่สวนคำร้องจำเลยที่อ้างว่าสัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยตกลงทำไว้กับโจทก์และที่ศาลพิพากษาตามยอมนั้น เป็นนิติกรรมอำพรางที่โจทก์ใช้กลอุบายหลอกลวงให้จำเลยหลงทำขึ้นหรือไม่ในข้อนี้หากจำเลยเห็นว่าคำพิพากษาตามยอมมิได้เป็นไปตามข้อตกลงหรือการประนีประนอมยอมความแล้ว จำเลยชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 138 วรรคสอง(1)(3) และการอุทธรณ์นั้นจำเลยต้องอุทธรณ์ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมในวันที่ 27 กรกฎาคม 2536 เมื่อจำเลยมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมย่อมเป็นอันถึงที่สุดและมีผลผูกพันจำเลยที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติโจทก์ชอบที่จะขอให้บังคับคดีและนำยึดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้ได้จำเลยไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์โดยอ้างเหตุตามคำร้องได้ คดีไม่มีเหตุที่ต้องไต่สวนคำร้องของจำเลย ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยชอบแล้ว" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7581/2538 ธนาคาร กรุงไทย จำกัด โจทก์ นาย อา ลี ขันธศักดิ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคาร กรุงไทย จำกัด · จำเลย - นาย อา ลี ขันธศักดิ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สันติ ทักราล · อุดม มั่งมีดี · สวรรค์ ศักดารักษ์
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2660/2536ฎีกา 3996/2541ฎีกา 1287/2530ฎีกา 1415/2540ฎีกา 3191/2547ฎีกา 946/2509ฎีกา 766/2543ฎีกา 7168/2542ฎีกา 1333/2530ฎีกา 1733/2492ฎีกา 1591/2495ฎีกา 712/2496ฎีกา 5393/2540ฎีกา 742/2490ฎีกา 8309/2543ฎีกา 2824/2538ฎีกา 1451/2521ฎีกา 82/2512ฎีกา 7907/2551ฎีกา 1275/2482ฎีกา 3053/2527ฎีกา 506/2530ฎีกา 7339/2540ฎีกา 57/2518
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา