⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7844/2538

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7844/2538

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลอุทธรณ์ต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยให้ครบถ้วนทุกประเด็น หากศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนการพิจารณาเพราะเหตุเจ็บป่วย ศาลต้องดำเนินการตามมาตรา 41 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งก่อนจึงจะมีคำสั่งได้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนการพิจารณาและถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาศาลแล้วยกคำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลย โดยให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องขอพิจารณาใหม่ต่อไป การที่ศาลอุทธรณ์ไปวินิจฉัยว่าจำเลยจงใจขาดนัดพิจารณา โดยไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยว่ามีเหตุสมควรที่จะให้จำเลยเลื่อนการพิจารณาและศาลชั้นต้นควรจะไต่สวนคำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลยต่อไปหรือไม่เป็นการไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์ ย่อมไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142ประกอบด้วยมาตรา 246 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 41ถ้ามีการเลื่อนการพิจารณาโดยอ้างว่าผู้ใดไม่สามารถมาศาลได้เพราะเจ็บป่วยหากศาลไม่เชื่อว่าเป็นความจริงก็จะต้องมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานไปตรวจและรายงานให้ศาลทราบเสียก่อน จึงจะสั่งให้อนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เลื่อนการพิจารณา การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องขอเลื่อนการไต่สวนคำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลยแล้วมีคำสั่งว่า ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยป่วยไม่สามารถมาศาลได้เป็นการข้ามขั้นตอน จึงไม่ชอบด้วยมาตรา 41

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.41 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายและค้ำประกัน จำเลยทั้งสองขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียว แล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์คันหมายเลขทะเบียนม-2267 ลำปาง หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคา 52,445 บาทให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหาย 29,333 บาท และใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันฟ้องแต่ไม่เกิน 1 ปี เว้นแต่โจทก์จะได้รับรถยนต์คันพิพาทคืนก่อนกำหนด คำขอนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่โดยอ้างเหตุว่าศาลชั้นต้นนัดชี้สองสถานโดยไม่ได้แจ้งกำหนดให้จำเลยที่ 1ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน จำเลยที่ 1 ทราบกระบวนพิจารณาเมื่อมีการปิดคำบังคับแก่จำเลยที่ 1 แล้วหากจำเลยที่ 1 มีโอกาสนำพยานหลักฐานเข้าสืบแล้วจำเลยที่ 1 จะชนะคดีเพราะโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยที่ 1 ทราบวันนัดชี้สองสถานโดยชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องแล้วต่อมามีคำสั่งให้งดการไต่สวนและมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีพยานหลักฐานมาสืบสนับสนุนคำร้องว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ขาดนัดพิจารณาโดยจงใจไม่มีเหตุจะให้พิจารณาใหม่ ให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 จงใจขาดนัดพิจารณาเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์เพราะจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า การที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 เลื่อนการพิจารณาและถือว่าจำเลยที่ 1ไม่มีพยานมาศาล เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบนั้น ปรากฏตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2มีคำพิพากษากลับคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1เลื่อนการพิจารณาและถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีพยานมาศาลแล้วยกคำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลยที่ 1 โดยให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องขอพิจารณาใหม่ต่อไป การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไปวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 จงใจขาดนัดพิจารณา โดยไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า มีเหตุสมควรที่จะให้จำเลยที่ 1 เลื่อนการพิจารณาและศาลชั้นต้นควรจะไต่สวนคำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลยที่ 1ต่อไปหรือไม่ เป็นการไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นที่จำเลยที่ 1อุทธรณ์เช่นนี้ ย่อมไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 ประกอบด้วยมาตรา 246 ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น สำหรับประเด็นที่ว่า มีเหตุสมควรที่จะให้จำเลยที่ 1เลื่อนการพิจารณาหรือไม่นั้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังไม่ได้วินิจฉัย แต่ศาลฎีกาเห็นว่าควรวินิจฉัยไปเสียเอง โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย ในประเด็นนี้ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ด้วยตนเอง ในวันนัดไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 1 ในวันที่18 มกราคม 2537 ทนายจำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากจำเลยที่ 1 ในวันดังกล่าวยื่นคำร้องขอเลื่อนการไต่สวนอ้างว่า เพิ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทนายความจำเลยที่ 1จำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงแห่งคดีก่อน โจทก์ไม่ค้านศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนไปไต่สวนคำร้องในวันที่3 มีนาคม 2537 เวลา 13.30 นาฬิกา เมื่อถึงวันนัดจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเลื่อนการไต่สวนอ้างว่า ติดราชการเข้าประชุมกำหนดแนวทางและบรรทัดฐานการออกข้อสอบของโรงเรียนแม่ทะประชาสามัคคีโจทก์ไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนไปไต่สวนคำร้องในวันที่ 9 พฤษภาคม 2537เวลา 13.30 นาฬิกา เมื่อถึงวันนัด จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเลื่อนการไต่สวนอีก อ้างว่า จำเลยที่ 1 ป่วยเป็นโรคบิดอุจจาระร่วง โดยมีใบแสดงความคิดเห็นของแพทย์มาแสดงด้วยทนายโจทก์แถลงคัดค้านว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนาประวิงคดีมิได้ป่วยจริง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1ป่วยจริงไม่สามารถมาศาลได้จึงไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีพยานมาสืบสนับสนุนคำร้อง จึงให้ยกคำร้อง ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 ขอเลื่อนการไต่สวนเป็นครั้งที่สาม แต่เป็นการขอเลื่อนโดยอ้างว่า จำเลยที่ 1ป่วยมีใบแสดงความคิดเห็นของแพทย์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่ทะจังหวัดลำปาง อันเป็นโรงพยาบาลของรัฐระบุว่าจำเลยที่ 1 ป่วยเป็นโรคบิด อุจจาระร่วง กรณีเป็นเช่นนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 41 บัญญัติไว้เป็นใจความว่า เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคำขอ ศาลจะมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานไปทำการตรวจก็ได้ถ้าผู้ไปตรวจได้รายงาน และศาลเชื่อว่าอาการของผู้ที่อ้างว่าป่วยนั้นไม่ร้ายแรงถึงกับจะมาศาลไม่ได้ ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการขาดนัดหรือการไม่มาศาลของบุคคลที่อ้างว่าป่วยนั้น แล้วแต่กรณีบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ย่อมหมายความว่า ถ้ามีการขอเลื่อนการพิจารณาโดยอ้างว่า ไม่สามารถมาศาลได้เพราะป่วยเจ็บ หากศาลไม่เชื่อว่าเป็นความจริงก็จะต้องมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานไปตรวจและรายงานให้ศาลทราบเสียก่อนจึงจะสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เลื่อนการพิจารณา การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องขอเลื่อนการไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่าไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ป่วยจนไม่สามารถมาศาลได้ เป็นการข้ามขั้นตอน จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติในมาตรา 41 และเมื่อศาลชั้นต้นไม่ได้ดำเนินการตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวก็สมควรที่จะให้จำเลยที่ 1 เลื่อนการไต่สวนคำร้องออกไปก่อน ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้จงใจขาดนัดพิจารณาเพราะศาลชั้นต้นไม่ได้แจ้งวันนัดชี้สองสถานให้จำเลยที่ 1 ทราบนั้น เห็นว่า ในชั้นนี้ยังไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย" พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 เลื่อนการไต่สวน ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลยที่ 1แล้วพิจารณาสั่งตามรูปคดี ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7844/2538 บริษัท สิน นครสวรรค์ จำกัด โจทก์ นาง พิม พา เครือ เทพ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท สิน นครสวรรค์ จำกัด · จำเลย - นาง พิม พา เครือ เทพ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชูชาติ ศรีแสง · จิระ บุญพจนสุนทร · วินัย วิมลเศรษฐ
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4884/2543ฎีกา 5732/2552ฎีกา 609/2526ฎีกา 1721/2528ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 1339/2499ฎีกา 5801/2538ฎีกา 2834/2527ฎีกา 4637/2567ฎีกา 3099/2524ฎีกา 10755/2551ฎีกา 2983/2549ฎีกา 6366/2538ฎีกา 8366/2557ฎีกา 8884/2543ฎีกา 2572/2541ฎีกา 4041/2542ฎีกา 6039/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 3474/2538ฎีกา 3886/2566ฎีกา 4269/2528ฎีกา 2520/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา