คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8211/2538
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อคู่ความได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งชอบที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมในคดีเดิมได้ โดยไม่จำต้องฟ้องคดีใหม่เพื่อเรียกค่าเสียหายอีก
ย่อคำพิพากษา
คดีเดิมเป็นเรื่องโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากทรัพย์สินที่เช่าเพราะครบกำหนดตามสัญญาเช่า ทั้งโจทก์สงวนสิทธิเรียกค่าเสียหายไว้ด้วย แต่ต่อมาโจทก์กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยโจทก์ยอมให้จำเลยอยู่ในทรัพย์สินที่เช่าต่อไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2532 จำเลยยอมเสียค่าเช่าให้แก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท ศาลได้พิพากษาตามยอม เมื่อจำเลยผิดสัญญาประนี-ประนอมยอมความโดยพ้นวันที่ 31 กรกฎาคม 2532 แล้วจำเลยไม่ยอมออกจากทรัพย์สินที่เช่าและไม่ยอมเสียค่าเช่า โจทก์ชอบที่จะดำเนินการบังคับคดีเอาแก่จำเลยในคดีก่อน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเรียกค่าเสียหายเป็นคดีนี้ ประเด็นเรื่องฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อนและดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำไม่จำต้องวินิจฉัย
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - เด็กชายมนตรี พัธเสมา ฯ กับพวก · จำเลย - นายสมชาย จิตวิริยะกุล |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สมมาตร พรหมานุกูล จองทรัพย์ เที่ยงธรรม · ทองเลื่อน พูลพิพัฒน์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายพิชิต คำแฝง · ศาลอุทธรณ์ - นายบุญเจือ รัตนสมบัติ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา