⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8368/2538

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8368/2538

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลกระทำการใดๆ ในขณะที่ไม่สามารถรู้ผิดชอบได้ ถือว่าการแสดงเจตนานั้นเป็นโมฆะ.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยนอกจากจะให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่ได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์หลอกลวงให้จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทกับหนังสือมอบอำนาจโดยไม่ได้กรอกข้อความ จำเลยยังได้ให้การอีกว่า ในขณะที่จำเลยกระทำการดังกล่าว จำเลยไม่สามารถรู้สึกผิดชอบอย่างบุคคลทั่วไป การแสดงเจตนาของจำเลยเป็นไปโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นว่า จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทและลงลายมือชื่อในเอกสารท้ายฟ้องรวมทั้งมอบหนังสือมอบอำนาจให้โอนที่ดินพิพาทโดยถูกโจทก์หลอกลวงอันเป็นเหตุให้นิติกรรมซื้อขายเป็นโมฆะหรือไม่ แต่ก็ได้วินิจฉัยว่าจำเลยป่วยเป็นโรคจิตทางอารมณ์และเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล เป็นผู้มีจิตไม่สมประกอบจนศาลมีคำสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ โจทก์หลอกลวงจำเลยในขณะที่จำเลยมีสติสัมปชัญญะไม่สมประกอบ ให้ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาท และลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทกับหนังสือมอบอำนาจโดยจำเลยไม่มีเจตนาที่จะขายที่ดินให้แก่โจทก์ นิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆะ กรณีถือได้ว่าข้อที่ว่า ในขณะที่จำเลยกระทำการดังกล่าวจำเลยมีสติสัมปชัญญะหรือรู้สำนึกผิดชอบหรือไม่เป็นประเด็นแห่งคดีรวมอยู่ในประเด็นที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ด้วยทั้งโจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่กำหนดไว้แต่อย่างใด คงอุทธรณ์โต้แย้งว่า โจทก์ไม่ได้หลอกลวงจำเลยและจำเลยมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ อันถือเป็นการยอมรับว่าประเด็นที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเป็นประเด็นในคดี ดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์แก้ไขประเด็นเป็นว่าขณะที่จำเลยลงลายมือชื่อในเอกสารตามฟ้อง จำเลยสามารถรู้สำนึกผิดชอบอย่างบุคคลทั่วไปหรือไม่ จึงยังคงอยู่ในประเด็นแห่งคดีและที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวก็หาเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นไม่ โจทก์รู้ดีว่าจำเลยป่วยมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ แม้อาการป่วยของจำเลยจะไม่ถึงขนาดไม่สามารถรู้สำนึกผิดชอบอันเป็นการขาดเจตนาในการทำนิติกรรมก็ตาม แต่เมื่อจำเลยกระทำในขณะที่มีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์และโจทก์รู้อยู่แล้วสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทที่จำเลยกระทำไปก็ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 32(เดิม) จำเลยมีสิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 137(เดิม) เมื่อจำเลยได้บอกล้างภายใน 1 ปี นับแต่เวลาที่อาจให้สัตยาบันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 143(เดิม) แล้ว สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทจึงตกเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 138 วรรคหนึ่ง (เดิม)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.30 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.137 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.143 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.175 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.176 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.181

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 34871 และ 44489 โดยซื้อมาจากจำเลยเมื่อวันที่6 กุมภาพันธ์ 2533 ต่อมาวันที่ 18 มิถุนายน 2533 จำเลยได้ขออายัดที่ดินดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดินโดยอ้างว่าโจทก์หลอกลวงเอาโฉนดที่ดินดังกล่าวของจำเลยไปแล้วโอนกรรมสิทธิ์เป็นของโจทก์ ซึ่งไม่เป็นความจริง การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์เสียหายโดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าโจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวกับบุคคลภายนอกหากไม่สามารถโอนให้บุคคลภายนอกได้โจทก์จะถูกปรับเป็นเงิน 220,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยยกเลิกการอายัด ห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวและกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินตามฟ้อง หากไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยกับให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 220,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่เคยขายที่ดินพิพาทตามฟ้องให้แก่โจทก์ เมื่อประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2533โจทก์ได้หลอกลวงจำเลยโดยขอยืมโฉนดที่ดินตามฟ้องของจำเลยเพื่อนำไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้กู้ยืมของโจทก์แล้วโจทก์ได้หลอกลวงจำเลยให้ลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 โดยยังไม่ได้กรอกข้อความ แต่แล้วโจทก์กลับกรอกข้อความเป็นสัญญาขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์อันเป็นเอกสารปลอม นอกจากนี้โจทก์ยังให้จำเลยลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจโดยยังไม่ได้กรอกข้อความเช่นกันโดยอ้างว่าจะเป็นผู้ไปดำเนินการจดทะเบียนจำนองแทนจำเลย แต่แล้วโจทก์กลับกรอกข้อความว่าจำเลยได้มอบอำนาจให้โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ และได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์2533 ขณะที่จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท และหนังสือมอบอำนาจนั้นจำเลยไม่สามารถรู้สำนึกผิดชอบอย่างบุคคลทั่วไป โดยกำลังป่วยมีอาการทางจิตและอยู่ในระหว่างรักษาพยาบาลการแสดงเจตนาของจำเลยเป็นไปโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม นิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นโมฆะ จำเลยได้อายัดที่ดินพิพาทโดยสุจริตในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง การกระทำของจำเลยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้องโจทก์และพิพากษาว่านิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นโมฆะ ให้โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกลับคืนมาเป็นของจำเลย หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์กับให้โจทก์ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของราคาที่ดินพิพาทในต้นเงิน 700,000 บาท นับแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์2533 จนกว่าโจทก์จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทกลับคืนมาเป็นของจำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทกับโจทก์อย่างถูกต้อง และจำเลยลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจด้วยความเต็มใจและมีสติสัมปชัญญะเช่นคนธรรมดาทั่วไป โจทก์ไม่เคยหลอกลวงจำเลยด้วยประการใด ๆ ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาท ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ ให้โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 34871 และ 44489 กลับคืนมาเป็นของจำเลยหากโจทก์ไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ คำขออื่นของจำเลยนอกจากนี้ให้ยกและให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า เดิมที่ดินพิพาทตามโฉนดเลขที่ 34871 และ 44489 เป็นของจำเลย ต่อมามีการจดทะเบียนโอนเป็นของโจทก์ จำเลยได้อายัดที่ดินพิพาทต่อเจ้าพนักงานที่ดิน คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ในข้อแรกว่า ประเด็นที่ศาลชั้นต้นกำหนดว่า จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทและลงลายมือชื่อในเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 รวมทั้งหนังสือมอบอำนาจให้โอนที่ดินพิพาทโดยถูกโจทก์หลอกลวงอันเป็นเหตุให้นิติกรรมซื้อขายเป็นโมฆะหรือไม่ ชอบด้วยคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลย กับคำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์แก้ไขประเด็นเป็นว่าขณะที่จำเลยลงลายมือชื่อในเอกสารตามฟ้องจำเลยสามารถรู้สำนึกผิดชอบอย่างบุคคลทั่วไปหรือไม่เป็นการไม่ชอบ และที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตามประเด็นที่แก้ไขใหม่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นนั้น เห็นว่า จำเลยนอกจากจะให้การและฟ้องแย้งว่าจำเลยไม่ได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์หลอกลวงให้จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3กับหนังสือมอบอำนาจโดยไม่ได้กรอกข้อความแล้ว ยังให้การและฟ้องแย้งว่า ในขณะที่จำเลยกระทำการดังกล่าวจำเลยไม่สามารถรู้สึกผิดชอบอย่างบุคคลทั่วไปโดยกำลังป่วยมีอาการทางจิตการแสดงเจตนาของจำเลยเป็นไปโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมเป็นโมฆะ ดังนี้ แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นว่าจำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทและลงลายมือชื่อในเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 รวมทั้งหนังสือมอบอำนาจให้โอนที่ดินพิพาทโดยถูกโจทก์หลอกลวงอันเป็นเหตุให้นิติกรรมซื้อขายเป็นโมฆะหรือไม่แต่ก็ได้วินิจฉัยว่าจำเลยป่วยเป็นโรคจิตทางอารมณ์ และเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2532 เป็นผู้มีจิตไม่สมประกอบจนศาลมีคำสั่งเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2533ให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ โจทก์หลอกลวงจำเลยในขณะที่จำเลยมีสติสัมปชัญญะไม่สมประกอบให้ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทและลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.3 กับหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.4 โดยจำเลยไม่มีเจตนาที่จะขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ นิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆะ กรณีถือได้ว่าข้อที่ว่าในขณะที่จำเลยกระทำการดังกล่าว จำเลยมีสติสัมปชัญญะหรือรู้สำนึกผิดชอบหรือไม่ เป็นประเด็นแห่งคดีรวมอยู่ในประเด็นที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ด้วย ทั้งโจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่าที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่กำหนดไว้แต่อย่างใด คงอุทธรณ์โต้แย้งว่าโจทก์ไม่ได้หลอกลวงจำเลยและจำเลยมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์อันถือเป็นการยอมรับว่าประเด็นที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเป็นประเด็นในคดี ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์แก้ไขประเด็นเป็นว่า ขณะที่จำเลยลงลายมือชื่อในเอกสารตามฟ้องจำเลยสามารถรู้สำนึกผิดชอบอย่างบุคคลทั่วไปหรือไม่ จึงยังคงอยู่ในประเด็นแห่งคดีดังได้วินิจฉัยมา หาเป็นการไม่ชอบไม่ และที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวก็หาเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นไม่ ปัญหาข้อต่อไปซึ่งโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้หลอกลวงจำเลยและขณะที่จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.3 กับหนังสือมอบอำนาจให้โอนที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.4 จำเลยรู้สำนึกผิดชอบมีสติสัมปชัญญะอย่างบุคคลทั่วไปเห็นว่า แม้จำเลยจะไม่มีพยานรู้เห็นในขณะที่จำเลยลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวจำเลยไม่สามารถรู้สำนึกผิดชอบหรือมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์อย่างบุคคลทั่วไปก็ตาม แต่ปรากฏว่าจำเลยเริ่มไปให้แพทย์ตรวจรักษาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2532 จนกระทั่งวันที่ 30 สิงหาคม 2533 และแพทย์ที่รักษาจำเลยตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2533 ยืนยันว่าจำเลยมีความผิดปกติทางความคิดและอารมณ์ จัดว่าเป็นผู้ป่วยประเภทโรคจิตทางอารมณ์ ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ มีความผิดปกติในความคิดเป็นบางครั้ง คิดในลักษณะมีเหตุมีผลดังเช่นคนปกติไม่ได้ การตัดสินใจบกพร่อง ทำงานอย่างคนปกติไม่ได้ คนไข้ประเภทนี้เกิน 80 เปอร์เซ็นต์ จะรักษาไม่หายจึงเชื่อว่าในขณะที่จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.3 และหนังสือมอบอำนาจให้โอนที่ดินพิพาทเอกสารหมายจ.4 เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2533 จำเลยกระทำไปโดยมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ แล้วศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์กับจำเลยรู้จักสนิทสนมกัน จึงเชื่อว่าโจทก์รู้ดีว่าจำเลยป่วยมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์แม้อาการป่วยของจำเลยจะไม่ถึงขนาดไม่สามารถรู้สำนึกผิดชอบอันเป็นการแสดงเจตนาในการทำนิติกรรมก็ตาม แต่เมื่อจำเลยกระทำในขณะที่มีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์และโจทก์รู้อยู่แล้วดังได้วินิจฉัยมา สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทที่จำเลยกระทำไปก็ตกเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 32 (เดิม) จำเลยมีสิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 137 (เดิม) และการที่จำเลยให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งคดีนี้เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2533 ซึ่งนับแต่วันที่จำเลยทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2533 ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี ถือได้ว่าเป็นการบอกล้างภายใน 1 ปี นับแต่เวลาที่อาจให้สัตยาบันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 143 (เดิม) แล้ว สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทจึงตกเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 138 วรรคหนึ่ง (เดิม) พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8368/2538 นาย มา โนชญ์ ปรึกษา โจทก์ นาง ประทุมมาศ รัตนสิมากร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย มา โนชญ์ ปรึกษา · จำเลย - นาง ประทุมมาศ รัตนสิมากร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมิทธิ์ วราอุบล · สมาน เวทวินิจ · บรรเทิง มุลพรม
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 13107/2556ฎีกา 2749/2538ฎีกา 5268/2538ฎีกา 5473/2548ฎีกา 7919/2553ฎีกา 4359/2540ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 4838/2548ฎีกา 685/2550ฎีกา 1415/2540ฎีกา 7903/2568ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1360/2544ฎีกา 6039/2537ฎีกา 1765/2492ฎีกา 3474/2538ฎีกา 3601/2526ฎีกา 72/2505ฎีกา 2709/2538ฎีกา 70/2518ฎีกา 591/2513ฎีกา 963/2536ฎีกา 119/2532
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา