คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9153/2538
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ตัวแทนกระทำการโดยปราศจากอำนาจ แต่ต่อมาตัวการได้ให้สัตยาบันแก่การกระทำนั้น โดยการรับผลประโยชน์หรือปฏิบัติตามการกระทำนั้น ถือว่าการกระทำนั้นมีผลผูกพันตัวการเสมือนว่าตัวการได้กระทำการนั้นด้วยตนเอง
ย่อคำพิพากษา
การที่ลูกหนี้ที่ 2 ในฐานะกรรมการของบริษัทลูกหนี้ที่ 1 ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้แก่เจ้าหนี้โดยมีลูกหนี้ที่ 2 ลงลายมือชื่อแต่เพียงผู้เดียวและประทับตราบริษัทของลูกหนี้ที่ 1 ไม่ครบถ้วนตามหนังสือรับรองของลูกหนี้ที่ 1ที่นายทะเบียนสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทออกให้ซึ่งต้องมีกรรมการอื่นอีกคนหนึ่งลงชื่อร่วมกัน เป็นการกระทำของตัวแทนที่กระทำโดยปราศจากอำนาจแต่หลังจากที่ลูกหนี้ที่ 2 ทำหนังสือรับสภาพหนี้แล้ว ลูกหนี้ที่ 1 มิได้โต้แย้งคัดค้านกลับนำเงินไปผ่อนชำระให้แก่เจ้าหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้นั้นบางส่วน ถือได้ว่าลูกหนี้ที่ 1 ได้ให้สัตยาบันแก่การกระทำของลูกหนี้ที่ 2 ทำให้มีผลผูกพันลูกหนี้ที่ 1ในฐานะตัวการว่ายอมรับการกระทำของลูกหนี้ที่ 2 ที่ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้แก่เจ้าหนี้และต้องชำระหนี้นั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 823 ลูกหนี้ที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้ด้วย
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - บริษัทบางกอกเพ้นท์เทรดดิ้ง จำกัด · เจ้าหนี้ - ธนาคารกรุงไทย จำกัด · จำเลย - บริษัทคอมไบน์เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อร่าม หุตางกูร · สมาน เวทวินิจ · สมาน เวทวินิจ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายพินิจ สายสอาด · ศาลอุทธรณ์ - นายพงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา