คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 93/2538
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การดำเนินกิจการของนิติบุคคลที่แม้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมกิจการสหกรณ์ แต่มีอำนาจแสวงหารายได้จากทรัพย์สินและบริการ และมีลักษณะการดำเนินงานที่แสวงหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ถือเป็นกิจการที่แสวงหากำไรและอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
ย่อคำพิพากษา
แม้จำเลยเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.สหกรณ์แห่งประเทศไทยพ.ศ.2511 มาตรา 105 และปรากฏตามมาตรา 104 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวว่าจำเลยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าแก่กิจการสหกรณ์ทุกประเภททั่วราชอาณาจักร อันมิใช่เป็นการหาผลกำไรหรือรายได้แบ่งปันกันก็ตาม แต่ตามมาตรา 106 (5) จำเลยยังมีอำนาจซื้อ จัดหา จำหน่าย ถือกรรมสิทธิ์ ครอบครองหรือทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สิน และอาจมีรายได้จากค่าตอบแทนในการบริการตลอดถึงผลประโยชน์จากทรัพย์สินของตนเองตามมาตรา 107 (5) และในทางปฏิบัติจำเลยมีงบรายได้และรายจ่าย หากรายได้สูงกว่ารายจ่ายจะตกเป็นทุนในการดำเนิน-งานต่อไป เช่นนี้ แสดงว่าการดำเนินกิจการของจำเลยมีลักษณะแสวงหาประโยชน์จากกิจการเหล่านั้น โดยมิใช่เป็นกิจการให้เปล่า กิจการของจำเลยจึงเป็นกิจการที่แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ ตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ม.1 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 ม.14 พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2511 ม.104 พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2511 ม.105 พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2511 ม.106 พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2511 ม.107
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายทองสุข พินศิริกุล · จำเลย - สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สมมาตร พรหมานุกูล · พรชัย สมรรถเวช · พิมล สมานิตย์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแรงงานกลาง - นายเกริก วณิกกุล · ศาลอุทธรณ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา