⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2018/2525

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2018/2525

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาประนีประนอมยอมความที่ตกลงกันโดยผิดแผกแตกต่างจากบทบัญญัติของกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ถือเป็นโมฆะ

ย่อคำพิพากษา

ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง คุ้มครองแรงงาน ซึ่งออกตามอำนาจตามความในข้อ 2 และข้อ 14 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 หมวด 5 กำหนดอัตราค่าชดเชยซึ่งนายจ้างจะต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างประจำที่เลิกจ้าง และประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าวข้อ 13 วรรคสองระบุว่า "ผู้ใดมีสิทธิได้รับเงินทดแทน ค่าจ้างหรือเงินอื่นจากนายจ้างตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 19 ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2501 ให้คงรับต่อไป" ดังนั้นการที่โจทก์ในฐานะลูกจ้างและจำเลยในฐานะนายจ้างได้ตกลงกำหนดจำนวนเงินค่าทำงานล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดตามประเพณี วันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่ารักษาพยาบาลเป็นเงินจำนวนหนึ่ง โดยโจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องเงินอื่นใดจากจำเลยอันหมายถึงเงินค่าชดเชยและเงินค่าครองชีพนั้น ย่อมถือได้ว่าเป็นการตกลงที่ผิดแผกแตกต่างกับบทบัญญัติของประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้น เพื่อยังให้เกิดความเป็นธรรมและความสงบเรียบร้อยขึ้นในบ้านเมือง อันถือเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์จำเลยดังกล่าว ซึ่งมีการตกลงผิดแผกแตกต่างจากบทกฎหมายดังกล่าวจึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 114

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 ม.2 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 ม.13 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 ม.14 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.114 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.850

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๑๙ โจทก์ทั้งห้าได้ถูกเลิกจ้างเพราะจำเลยตกลงขายรถโดยสารประจำทางให้แก่บริษัทมหานครขนส่ง จำกัด ตามนโยบายรวมรถโดยสารประจำทางในส่วนกลางของทางราชการ โจทก์ทั้งห้าเป็นพนักงานขับรถยนต์โดยสารประจำทาง และปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นพนักงานของจำเลยที่ ๑ โดยความควบคุมดูแลบริหารงานตามวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ ๒ ในฐานะที่เป็นกรรมการผู้จัดการ จำเลยที่ ๒ ได้ตกลงโอนขายกิจการขนส่งคนโดยสารพร้อมกับรถยนต์โดยสารประจำทางทั้งหมดให้แก่บริษัทมหานครขนส่งจำกัด โดยจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินจำนวนหนึ่ง จำเลยทั้งสองจึงต้องมีหน้าที่จ่ายเงินค่าครองชีพ และค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งห้า ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๐๓ ลงวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๑๕ และประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ที่เกี่ยวข้อง จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินค่าครองชีพให้แก่โจทก์ทั้งห้าคนละ ๓๐๐ บาทต่อเดือน นับตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๑๘ ถึงเดือนกรกฎาคม ๒๕๑๙ เป็นเวลา ๑๐ เดือน คิดเป็นเงินคนละ ๓,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสองได้รับเงินจำนวนนี้จากบริษัทมหานครขนส่งจำกัด เพื่อจ่ายให้แก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมจัดการจ่ายให้แก่โจทก์ตามหน้าที่ นอกจากนี้จำเลยทั้งสองยังมีหน้าที่จะต้องจ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งห้าตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๐๓ ลงวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๑๕ ด้วย โจทก์ทวงถามจำเลยแล้ว จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้ศาลพิพากษาบังคับ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ให้การว่า โจทก์ทั้งห้าไม่ใช่พนักงานขับรถของจำเลย แต่เป็นพนักงานขับรถร่วมของบริษัทขนส่ง จำกัด ซึ่งไม่มีการจ่ายเงินค่าครองชีพที่โจทก์รับเงินค่าครองชีพมาแล้วหนึ่งเดือน เป็นการจ่ายเงินผิดประเภทและขัดกับมติของคณะกรรมการบริษัท จำเลยจะได้จัดการเรียกคืนจากโจทก์ต่อไป และปรากฏว่าโจทก์ทั้งห้าได้ถูกจำเลยปลดออกจากงาน โดยมีความผิดฐานขาดงานหรือทิ้งงานเป็นเวลาติดต่อกันถึง ๑๕ วัน เป็นการฝ่าฝืนระเบียบคำสั่งของบริษัท ทำให้หมดสิทธิรับเงินชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทยข้อ ๔๗(๔) ลงวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๑๖ และปรากฏว่า จำเลยยังไม่ได้โอนขายกิจการให้แก่ผู้ใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิรับเงินค่าชดเชยจากจำเลย นอกจากนี้ปรากฏว่า โจทก์จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นการระงับข้อพิพาทไปแล้วว่า "ข้าพเจ้าไม่ติดใจเรียกร้องเงินค่าทำงานล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดตามประเพณี วันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่ารักษาพยาบาล และเงินอื่นใดจากบริษัทอีกต่อไปว่าด้วยวิธีใดทั้งสิ้น" โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินใด ๆ จากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทขนส่ง จำกัด และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ เป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและให้เรียกบริษัทขนส่ง จำกัด ว่าจำเลยที่ ๓ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพว่าจำเลยที่ ๔ จำเลยที่ ๓ ให้การว่า ได้ตกลงให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ เป็นผู้ใช้รถยนต์เข้าวิ่งรับส่งผู้โดยสารในเส้นทาง ๓๐, ๓๑ และ ๕๑ โดยจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ เป็นผู้จัดหาพนักงานประจำรถและเสียค่าจ้าง เงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงแก่พนักงานประจำรถ โจทก์และเจ้าพนักงานประจำรถในเส้นทางดังกล่าวจึงเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ มิใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ ๓ คดีพิพาทเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๓ จึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินค่าครองชีพและค่าชดเชยให้โจทก์ทั้งห้า ขอให้ยกฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๔ ให้การว่า ไม่เคยรับโอนกิจการขนส่ง กิจการเดินรถจากจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และไม่ได้รับโอนโจทก์ทั้งห้าเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของจำเลยที่ ๔ จำเลยที่ ๔ ไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ทั้งห้า จึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินค่าครองชีพหรือค่าชดเชยให้โจทก์ทั้งห้า ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ ๑ เป็นโมฆะ โจทก์มีสิทธิรับเงินตามฟ้องจากจำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ส่วนจำเลยที่ ๒ ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นส่วนตัว และจำเลยที่ ๓ ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ร่วมกันชำระเงินตามฟ้องพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแล้ว เห็นว่าจำเลยที่ ๔ ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๔ ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๑ ฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า สัญญาประนีประนอมยอมความตามคำให้การของจำเลยที่ ๑ มีผลบังคับตามกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หลักฐานการระงับข้อพิพาท และใบรับเงินอันถือเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความรวม ๕ ฉบับ ข้อ ๓ มีข้อความว่า "ข้าพเจ้าไม่ติดใจเรียกร้องค่าทำงานล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดตามประเพณี วันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่ารักษาพยาบาล และเงินอื่นใดจากบริษัทอีกต่อไป ไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ ทั้งสิ้น" แต่ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๐๓ ลงวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๑๕ ข้อ ๒ กำหนดให้กระทรวงมหาดไทยมีอำนาจกำหนดการคุ้มครองแรงงานเกี่ยวกับการจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างในกรณีที่มีการเลิกจ้าง และมีประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง คุ้มครองแรงงาน ซึ่งออกตามอำนาจตามความในข้อ ๒ และข้อ ๑๔ แห่งประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าวหมวด ๕ กำหนดอัตราค่าชดเชยซึ่งนายจ้างจะต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างประจำที่เลิกจ้าง และประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าวข้อ ๑๓ วรรคสองระบุว่า "ผู้ใดมีสิทธิรับเงินทดแทน ค่าจ้างหรือเงินอื่นจากนายจ้างตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๙ ลงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๐๑ ให้คงรับต่อไป"ดังนั้นการที่โจทก์ในฐานะลูกจ้าง และจำเลยในฐานะนายจ้างได้ตกลงกำหนดจำนวนเงินค่าทำงานล่วงเวลาค่าทำงานในวันหยุดตามประเพณี วันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่ารักษาพยาบาลเป็นเงินจำนวนหนึ่ง โดยโจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องเงินอื่นใดจากจำเลยอันหมายถึงเงินค่าชดเชยและเงินค่าครองชีพนั้น ย่อมถือได้ว่าเป็นข้อตกลงที่ผิดแผกแตกต่างกับบทบัญญัติของประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๐๓ ซึ่งมีคำปรารภอันแสดงถึงเจตนารมณ์ที่ฝ่ายบริหารได้พิจารณาออกกฎหมายฉบับนี้ว่า "โดยที่คณะปฏิวัติพิจารณาเห็นว่า การให้ความคุ้มครองแรงงานแก่ลูกจ้างและการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการสร้างสรรความเจริญก้าวหน้าของประเทศ สมควรปรับปรุงส่งเสริมให้สอดคล้องกับการพัฒนาทั้งในด้านเศรษฐกิจสังคมและการเมืองของประเทศ เพื่อให้การใช้แรงงานเป็นไปโดยเหมาะสม และการแก้ไขข้อขัดแย้งระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างได้เป็นไปโดยวิธีปรองดอง และเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายฯลฯ" ดังนั้นประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าวจึงเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นมาเพื่อยังให้เกิดความเป็นธรรมและความสงบเรียบร้อยขึ้นในบ้านเมืองอันถือเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยดังกล่าว ซึ่งมีการตกลงผิดแผกแตกต่างจากบทกฎหมายดังกล่าวจึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๔ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2018/2525 นายลำพูน สุวรรณปิณฑะ กับพวก โจทก์ บริษัทศิริมิตร จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายลำพูน สุวรรณปิณฑะ กับพวก · จำเลย - บริษัทศิริมิตร จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อำนวย อินทุภูติ · สุทิน เลิศวิรุฬห์ · เริ่ม ธรรมดุษฎี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้น - นายดุสิต โหบุราณ · ศาลอุทธรณ์ - นายอำนวย เปล่งวิทยา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3191/2547ฎีกา 2335/2551ฎีกา 1000/2505ฎีกา 5283/2540ฎีกา 4800/2534ฎีกา 8182/2540ฎีกา 6232/2534ฎีกา 2460/2517ฎีกา 643/2497ฎีกา 727/2567ฎีกา 5811/2533ฎีกา 3583/2524ฎีกา 1733/2492ฎีกา 7051/2540ฎีกา 898/2534ฎีกา 8207/2538ฎีกา 308/2509ฎีกา 2824/2538ฎีกา 2843/2532ฎีกา 2911/2524ฎีกา 1280/2502ฎีกา 953/2505ฎีกา 2431/2530ฎีกา 2242/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา