⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรก › ค้นฎีกา › ฎีกา 2036/2539

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2036/2539

ป.พ.พ. ม.1312

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เสากำแพงที่แยกต่างหากจากโรงเรือน ไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรือนตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

เสากำแพงที่แยกต่างหากจากเสาโรงเรือน ไม่ใช่ส่วนหนึ่ง ของโรงเรือนอันจะถือเป็นโรงเรือนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 วรรคแรก ฉะนั้นจำเลยจะอ้างว่าก่อสร้างกำแพงรุกล้ำโดยสุจริตไม่ต้องรื้อถอนตามบทกฎหมายดังกล่าวหาได้ไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1312

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1312 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 11102เนื้อที่ 1 งาน 69 ตารางวา ด้านทศตะวันออกติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 11101 ด้านทิศใต้ติดที่ดินโฉนดเลขที่ 8378 โจทก์ใช้ที่ดินดังกล่าวปลูกบ้านพักอาศัยและเปิดร้ายขายอาหาร เมื่อประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2531 จำเลยปลูกสร้างอาคารพาณิชย์และทำท่อน้ำทิ้งลงในที่ดินโฉนดเลขที่ 8378 รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ด้านทิศใต้กว้างประมาณ 50 เซนติเมตร จากมุมด้านทิศตะวันตกไปทางด้านทิศตะวันออกเป็นความยาวประมาณ30 เมตร กับจำเลยสร้างกำแพงล้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 11101 รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันออกกว้างประมาณ 30 เซนติเมตรจากมุมด้านทิศเหนือไปทางด้านทิศใต้ยาวประมาณ 15 เมตรและจำเลยปล่อยน้ำเสียลงมาในที่ดินของโจทก์จนเกิดความสกปรก ส่งกลิ่นเหม็นเข้ามาในบ้านพักและร้านขายอาหารของโจทก์ โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของโจทก์โจทก์เคยบอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและหยุดการกระทำดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์เสียหายและขาดรายได้จากการขายอาหารเดือนละ 10,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนอาคารพาณิชย์ ท่อน้ำทิ้ง กำแพง ออกไปจากที่ดินของโจทก์และปรับพื้นดินให้อยู่ในสภาพเดิม หากจำเลยฝ่าฝืนให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการเองโดยให้จำเลยเสียค่าใช้จ่ายกับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะได้รื้อถอนและปรับพื้นดินเสร็จ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ทำท่อน้ำทิ้ง กำแพงรุกล้ำ และมิได้ปล่อยน้ำเสียเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลย ไม่ใช่ของโจทก์หากเป็นที่ดินของโจทก์จริงจำเลยก็กระทำโดยสุจริตโจทก์จึงไม่มีสิทธิให้จำเลยรื้อถอน ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนอาคารพาณิชย์ท่อน้ำทิ้งและกำแพงส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 11102ตำบลคลองนารายณ์ อำเภอเมืองจันทบุรีจังหวัดจันทบุรี ของโจทก์ตามแผนที่เอกสารหมาย จ.2ออกไปจากที่ดินดังกล่าว และปรับที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิมหากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โดยให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการเองโดยให้จำเลยออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ5,000 บาท นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะได้มีการรื้อถอนและปรับที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิม จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรื้อถอนกำแพงล้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 11101 เฉพาะส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 11102 ตำบลคลองนารายณ์ อำเภอเมืองจันทบุรีจังหวัดจันทบุรี ของโจทก์ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือนับจากมุมกำแพงด้านดังกล่าวไปทางทิศตะวันออกเป็นระยะ 6 เซนติเมตรและนับไปทางทิศใต้จนกระทั่งถึงเส้นตรงระหว่างหมุดหลักเขตน.6657 กับหมุดหลักเขต น.9601 ตามที่ปรากฏในแผนที่วิวาทเอกสารหมาย ล.22 ออกไปจากที่ดินของโจทก์ และปรับที่ดินบริเวณดังกล่าวให้อยู่ในสภาพเดิม กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ 100 บาท นับจากวันฟ้อง จนกว่าจะได้มีการรื้อถอนและปรับที่ดินให้คืนสภาพเดิม โจทก์ฎีกา จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่งโจทก์ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าแผนที่วิวาทฉบับใดเป็นแผนที่ที่ถูกต้องแน่นอนไม่ได้ก็ดี อาคารทางด้านทิศตะวันตกปลายอาคารไม่รุกล้ำเข้าไปในที่โจทก์ก็ดี อาคารจำเลยตั้งตรงเป็นแนวเดียวกับฐานรากก็ดีคลาดเคลื่อนต่อความจริง จำเลยก่อสร้างอาคารและกำแพงรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์โดยไม่สุจริต โจทก์ได้รับความเสียหายเดือนละ 500 บาท นั้นล้วนเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าวศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาโจทก์เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ส่วนจำเลยฎีกาข้อแรกว่ากำแพงซึ่งจำเลยก่อสร้างเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรือนโดยเป็นผนังอาคารบ้านพักคนงาน ปรากฏตามภาพถ่ายหมาย ล.10 จึงเป็นโรงเรือนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 วรรคแรก นั้นเห็นว่า ตามภาพถ่ายหมาย ล.10 เสากำแพงพิพาทแยกต่างหากจากเสาโรงเรือน ตามลักษณะของกำแพงและโรงเรือนในภาพเห็นได้ว่ากำแพงและโรงเรือนสร้างคนละครั้งกันกำแพงพิพาทจึงไม่ใช่ส่วนหนึ่งของโรงเรือนอันจะถือเป็นโรงเรือนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 วรรคแรกฉะนั้น จำเลยจะอ้างว่าก่อสร้างโดยสุจริตไม่ต้องรื้อถอนตามบทกฎหมายดังกล่าวหาได้ไม่ และเมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ขอให้บังคับโจทก์ไปจดทะเบียนที่ดินส่วนที่สร้างกำแพงรุกล้ำเป็นภาระจำยอมอีกต่อไปเพราะไม่อาจบังคับให้ได้" พิพากษายืน และให้ยกฎีกาโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2036/2539 นาง อุษณี มีวาส นา สุข โจทก์ นาง ยินดี เซี่ยง เห็น จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง อุษณี มีวาส นา สุข · จำเลย - นาง ยินดี เซี่ยง เห็น
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สถิตย์ ไพเราะ · พรชัย สมรรถเวช · สมคิด ไตรโสรัส
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 951/2542ฎีกา 741/2505ฎีกา 4776/2550ฎีกา 283-284/2524ฎีกา 1929/2520ฎีกา 1820/2541ฎีกา 1790/2520ฎีกา 753/2485ฎีกา 1719/2523ฎีกา 2029/2537ฎีกา 6418/2538ฎีกา 936/2538ฎีกา 1848/2512ฎีกา 351/2517ฎีกา 831/2525ฎีกา 2316/2522ฎีกา 1450/2520ฎีกา 381/2551ฎีกา 2141/2542ฎีกา 634/2515ฎีกา 5542/2533ฎีกา 3680/2528ฎีกา 462/2508ฎีกา 4799/2552
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา