คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1719/2523
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลรับโอนอสังหาริมทรัพย์ในสภาพที่มีการรุกล้ำอยู่ก่อนแล้ว ย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากผู้กระทำการรุกล้ำนั้นได้
ย่อคำพิพากษา
จำเลยปลูกตึกของจำเลยตามข้อตกลงระหว่างจำเลยกับ ส. แม้จะมีส่วนรุกล้ำอยู่บ้าง ก็ไม่เป็นการทำละเมิดต่อ ส. เมื่อโจทก์รับโอนที่ดินของ ส. มาในสภาพที่มีการรุกล้ำอยู่ก่อนแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเกี่ยวกับการรุกล้ำนั้น
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยปลูกสร้างตึกมีฐานรากและผนังล้ำเข้าไปในที่ดินของนางสุภาพ เป็นการก่อสร้างตามข้อตกลงระหว่างจำเลยกับนางสุภาพ และเป็นการสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย พิพากษายกฟ้อง โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องเรียกค่าใช้ที่ดินใหม่ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้โดยไม่มีข้อโต้แย้งกันว่า เมื่อปี พ.ศ. 2514 จำเลยสร้างตึกในที่ดินของจำเลยโฉนดที่ 12349 ซึ่งด้านทิศตะวันออกติดกับที่ดินโฉนดที่ 12350 ของนางสุภาพพัชรพร หรือวัช พร จำเลยกับนางสุภาพทำหนังสือตกลงกันเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2513 ก่อนจำเลยสร้างตึก ตามเอกสารหมาย ล.1 และ จ.8 ต่อมาวันที่ 26 พฤษภาคม 2518 นางสุภาพขายที่ดินโฉนดที่ 12350 ให้โจทก์กับพวก ตึกที่จำเลยสร้างได้รุกล้ำที่ดินโจทก์ตามแผนที่พิพาท คดีมีปัญหาสู่ศาลฎีกาว่าโจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเพียงใดหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว เอกสารหมาย ล.1 ซึ่งเป็นฉบับเดียวกับเอกสารหมาย จ.8 ทำที่สำนักงานเทศบาลเมืองโพธาราม มีใจความสำคัญว่า นางสุภาพตกลงให้จำเลยทำการปลูกสร้างอาคารชิดเขตที่ดินของนางสุภาพได้โดยทำฐานราก และผนังร่วมกัน จำเลยอ้างตัวเอง นายคำรณ ทิพยกานนท์ นายช่างเทศบาลเมืองโพธารามขณะทำเอกสารหมาย ล.1 และลงชื่อเป็นพยานในเอกสารนั้น ซึ่งขณะเบิกความเป็นหัวหน้ากองช่างเทศบาลเมืองราชบุรี กับนายอุดม ตันเปาว์วิศวกรโยธา กรมโยธาธิการ เป็นพยานเบิกความประกอบเอกสารหมาย ล.1 ได้ความว่าการสร้างตึกของจำเลยด้านทิศตะวันออกซึ่งติดกับที่ดินโจทก์ สร้างชิดติดกับที่ดินโจทก์ โดยสร้างฐานรากแบบ "ตีนช้าง" ถือหลักเขตเป็นจุดกึ่งกลางแล้วขยายฐานรากออกไปทั้งสองด้าน การทำฐานรากและผนังร่วมกันนี้หมายความว่า เมื่อนางสุภาพจะสร้างตึกในภายหลังก็ไม่ต้องทำฐานรากและผนังใหม่อีก โดยใช้ร่วมกับจำเลยได้ตามข้อตกลงและแบบแปลนสร้างตึกของจำเลยได้รับอนุมัติจากกรมโยธาธิการและเทศบาลเมืองโพธารามแล้ว โจทก์ไม่มีพยานสืบหักล้าง ส่วนที่โจทก์นำสืบว่านางสุภาพบอกว่าลงชื่อให้จำเลยสร้างตึกชิดเขตได้เท่านั้น เป็นการนำสืบลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟัง พยานหลักฐานจำเลยมั่นคงยิ่งกว่าพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่าจำเลยปลูกตึกของจำเลยตามข้อตกลงระหว่างจำเลยกับนางสุภาพ ดังนั้นแม้จะมีส่วนรุกล้ำอยู่บ้าง ก็ไม่เป็นการทำละเมิดต่อนางสุภาพเมื่อโจทก์รับโอนที่ดินของนางสุภาพมาในสภาพที่มีการรุกล้ำอยู่ก่อนแล้วโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายอย่างใดจากจำเลยเกี่ยวกับการรุกล้ำนั้น"
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1719/2523
นายพินิจ สมบูรณ์สินชัย โจทก์
นายผดุง เตชะอำไพ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายพินิจ สมบูรณ์สินชัย · จำเลย - นายผดุง เตชะอำไพ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สง่า อำพันแสง · เพียร ศรีอรุณ · ประสม ศรีเจริญ |
| แหล่งที่มา | เนติบัณฑิตยสภา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา