คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1656/2547
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยให้การปฏิเสธในตอนแรกว่ามิได้ปลูกสร้างอาคารรุกล้ำที่ดินของโจทก์ แต่ต่อมากลับให้การว่าหากฟังว่ารุกล้ำจริงก็เป็นการกระทำโดยสุจริตและขอให้โจทก์ขายที่ดินส่วนที่รุกล้ำให้แก่จำเลยนั้น เป็นการให้การที่ขัดแย้งกันเอง และฟ้องแย้งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยปลูกสร้างอาคารรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ประมาณ 1.5 เมตร ยาวประมาณ 200 เมตร ตลอดแนวที่ดิน จำเลยให้การในตอนแรกปฏิเสธว่า จำเลยมิได้ปลูกสร้างอาคารรุกล้ำที่ดินของโจทก์ แต่ต่อมาให้การว่า หากฟังว่าจำเลยปลูกสร้างอาคารรุกล้ำที่ดินของโจทก์จริงก็เป็นการกระทำโดยสุจริตและขอฟ้องแย้งให้โจทก์ขายที่ดินส่วนที่รุกล้ำแก่จำเลย ฟ้องแย้งของจำเลยนอกจากจะมีเงื่อนไขและไม่เกี่ยวกับกับฟ้องเดิมพอที่จะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินไปด้วยกันได้ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 179 วรรคท้าย แล้ว คำขอท้ายฟ้องแย้งยังคงเป็นคำขอที่ไม่อาจบังคับได้ เพราะขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1312 ที่ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องแย้งจึงชอบแล้ว
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนอาคารโรงพยาบาลราชพฤกษ์และสิ่งปลูกสร้างอื่นที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินของโจทก์แล้วปรับปรุงสภาพที่ดินให้ดีเหมือนเดิม และให้จำเลยถอยร่นตัวอาคารดังกล่าวลึกเข้าไปอีกไม่น้อยกว่า 2 เมตร ถึงแนวเขตที่กำหนดหรือตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โดยให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนหรือว่าจ้างบุคคลอื่นรื้อถอนและจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย
จำเลยให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องหรือพิพากษาให้โจทก์ขายที่ดินส่วนที่รุกล้ำแก่จำเลยตามราคาประเมินของเจ้าพนักงานที่ดิน และให้โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนที่รุกล้ำแก่จำเลย หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงไม่รับ คืนค่าขึ้นศาลส่วนฟ้องแย้ง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยปลูกสร้างอาคารรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ประมาณ 1.5 เมตร ยาวประมาณ 200 เมตร ตลอดแนวที่ดิน จำเลยให้การในตอนแรกว่า จำเลยปลูกสร้างอาคารโดยถูกต้องตามกฎหมายและตามที่โจทก์นำชี้ระวังแนวเขตที่ดิน แต่ต่อมาให้การว่า หากฟังว่าจำเลยปลูกสร้างอาคารรุกล้ำที่ดินของโจทก์จริงแล้วก็เป็นการกระทำโดยสุจริตและขอฟ้องแย้งให้โจทก์ขายที่ดินส่วนที่รุกล้ำแก่จำเลย ฟ้องแย้งของจำเลยนอกจากจะมีเงื่อนไขและไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินไปด้วยกันได้ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 179 วรรคท้าย แล้ว คำขอท้ายฟ้องแย้งยังเป็นคำขอที่ไม่อาจบังคับได้ เพราะขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1312 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องแย้งจึงชอบแล้ว
พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1656/2547
นางพรรณี พงศ์ปริตร โจทก์
บริษัทสีฐานการแพทย์ จำกัด จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางพรรณี พงศ์ปริตร · จำเลย - บริษัทสีฐานการแพทย์ จำกัด |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | มนตรี ยอดปัญญา · สายันต์ สุรสมภพ · สุพัฒน์ บุญยุบล |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดขอนแก่น - นายจรูญ นาคเสน · ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายไชยยงค์ คงจันทร์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา