⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2862/2539

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2862/2539

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ฟ้องคดีอาญาที่บรรยายว่าจำเลยเบิกความเท็จเป็นข้อสำคัญ แต่ไม่ได้ระบุว่าข้อสำคัญนั้นคืออะไร ถือเป็นฟ้องเคลือบคลุม ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

แม้คำฟ้องของโจทก์จะบรรยายว่าจำเลยทั้งสี่เบิกความเท็จเป็นข้อสำคัญแต่ก็ไม่ได้บรรยายว่าข้อสำคัญนั้นเป็นอย่างไรจึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา158(5)และเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 177, 264, 265 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสี่ให้การปฎิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 ประกอบมาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 1 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลย ทั้ง สี่ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า คำฟ้องของโจทก์ข้อหาเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาลเป็นคำฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องข้อหานี้โดยสรุปว่าจำเลยที่ 1 ได้เบิกความข้อหากู้ยืมเป็นข้อสำคัญว่า "เมื่อวันที่ 1สิงหาคม 2534 จำเลยได้ทำสัญญากู้ยืมเงินและรับเงินไปจากโจทก์เป็นเงิน 320,000 บาท ตกลงให้ดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยเดือนละครั้งภายในวันที่ 1 ของเดือน สัญญากู้ยืมมีนางส่วน หนูแก้ว เป็นผู้เขียนและเป็นพยานพร้อมกับนายเคลื่อน พิระคะโร" จำเลยที่ 2 เบิกความเป็นข้อสำคัญว่า"ข้าฯ เป็นผู้เขียนสัญญากู้หมาย จ.1 ระบุว่าจำเลยกู้ยืมเงินให้โจทก์ 320,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ชำระภายในวันที่1 ของทุกเดือน นอกจากนี้ยังมีนายเคลื่อน พิระคะโร เป็นพยานด้วย"จำเลยที่ 3 เบิกความเป็นข้อสำคัญว่า "เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2534ข้าฯ ได้ไปหาโจทก์เพื่อขอกู้ยืมเงินพบโจทก์จำเลยได้ความว่าจำเลยมายืมเงินโจทก์เช่นกัน และในวันดังกล่าวจำเลยขอ น.ส.3 คืนจากโจทก์ ก็เพื่อนำไปจำนองธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์นางส่วนเป็นคนเขียนสัญญากู้ฉบับลงวันที่ 1 สิงหาคม 2534"จำเลยที่ 4 เบิกความเป็นข้อสำคัญว่า "เมื่อวันเดือนปีใดจำไม่ได้โจทก์ได้ไปติดต่อขอกู้ยืมเงินจากข้าฯ จำนวน 320,000 บาทได้นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้ข้าฯ ยึดถือไว้เป็นประกันข้าฯ ได้ไปเบิกเงินที่ฝากไว้ที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาปัตตานี โจทก์ให้ดอกเบี้ยแก่ข้าฯ เดือนละ 2,000 บาท โจทก์เป็นคนเขียนสัญญากู้" ดังนี้จะเห็นได้ว่า แม้คำฟ้องของโจทก์จะได้บรรยายว่าจำเลยทั้งสี่เบิกความเป็นข้อสำคัญ แต่ก็ไม่ได้บรรยายว่าข้อสำคัญนั้นเป็นอย่างไร คำฟ้องของโจทก์ข้อหาเบิกความอันเป็นเท็จต่อศาลในการพิจารณาคดีไม่ชัดแจ้งเคลือบคลุมไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)ปัญหาข้อนี้แม้จำเลยทั้งสี่มิได้ยกขึ้นกล่าวอ้าง แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วประเด็นที่ว่าจำเลยทั้งสี่กระทำความผิดฐานเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีของศาลหรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องข้อหาเบิกความเท็จเสียด้วยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2862/2539 นาง บุญพา มิ่งโมลี โจทก์ นาง น่วม ขั้วแก้ว กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง บุญพา มิ่งโมลี · จำเลย - นาง น่วม ขั้วแก้ว กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมปอง เสนเนียม · ผล อนุวัตรนิติการ · จารุณี ตันตยาคม
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 9114/2552ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7651/2552ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 4225/2559ฎีกา 1220/2510ฎีกา 2813/2566ฎีกา 1294/2509ฎีกา 11720/2555ฎีกา 884/2484ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2292/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ