⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7182/2539

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7182/2539

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การพิพากษาคดีที่อาจกระทบถึงสิทธิของบุคคลภายนอกซึ่งมิได้เข้ามาเป็นคู่ความในคดี เป็นการต้องห้ามตามกฎหมาย และศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ย่อคำพิพากษา

ผู้ที่เกี่ยวข้องในการทำนิติกรรมตามฟ้องนอกจากจำเลยแล้วยังมีบุคคลอื่นอีกหลายคน แต่โจทก์ฟ้องจำเลยเพียงคนเดียวโดยมิได้ฟ้องบุคคลดังกล่าวด้วย ซึ่งขณะที่โจทก์ฟ้องจำเลยไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทแล้ว หากศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมตามคำขอของโจทก์แล้ว ย่อมเป็นการพิพากษากระทบไปถึงสิทธิของบุคคลภายนอกซึ่งมิได้เข้ามาเป็นคู่ความในคดีต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145จึงไม่อาจบังคับตามคำขอของโจทก์ได้ ปัญหาดังกล่าวแม้คู่ความจะไม่อุทธรณ์และฎีกาแต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองและพิพากษายกฟ้องโจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.145

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายทุกับนางโดด สีดาวนายทุกับนางโดดมีบุตรด้วยกัน 4 คน คือโจทก์ที่ 1 นางทองคำหรือคำ สีดาวหรือเฮงมุ้ย นายอ่ำ สีดาว และจำเลย โจทก์ที่ 2 เป็นบุตรนางทองคำหรือคำ นางโดดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ 1467 นางโดดถึงแก่กรรมไปแล้ว โจทก์ที่ 1 กับทายาทอีก 3 คน ของนางโดด ได้ร่วมกันยื่นขอรับมรดกที่ดินแปลงดังกล่าว เจ้าพนักงานได้จดทะเบียนให้โจทก์ที่ 1กับพวกถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันต่อมานายอ่ำได้ปลอมลายพิมพ์นิ้วมือนางทองคำหรือคำมารดาโจทก์ที่ 2 และปลอมลายมือชื่อโจทก์ที่ 1 ลงในใบมอบฉันทะให้นายอ่ำเป็นผู้มีอำนาจขายที่ดินแปลงดังกล่าวแล้วนายอ่ำได้โอนขายที่ดินให้แก่นางโดด (ไม่ปรากฏนามสกุล) การซื้อขายระหว่างนายอ่ำกับนางโดดเป็นโมฆะ นางโดดผู้ซื้อจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ต่อมานางโดดได้ยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นายอ่ำหลังจากนั้นนายอ่ำได้โอนขายให้แก่จำเลย การจดทะเบียนโอนภายหลังนางโดดรับโอนมาจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน โจทก์ที่ 1 ปลูกบ้านอาศัยอยู่ในที่ดินตั้งแต่ปี 2475 จนถึงปัจจุบันได้เข้าครอบครองทำประโยชน์เป็นสัดส่วนและทำนาร่วมกับทายาทอื่นตลอดมา จำเลยนำเจ้าพนักงานที่ดินไปทำการรังวัดแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น โจทก์ทั้งสองจึงไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครสาขามีนบุรี จึงทราบความจริงดังกล่าว โจทก์ทั้งสองเคยติดต่อให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนให้แก่โจทก์ทั้งสองแล้วแต่จำเลยไม่ยินยอมขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินโฉนดที่ 1467ตำบลคลองสาม (คลองประเวศ) อำเภอแสนแสบ (ลาดกระบัง)กรุงเทพมหานคร ระหว่างนายอ่ำผู้ขายกับนางโดดผู้ซื้อให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างนางโดดผู้ให้กับนายอ่ำผู้รับให้ และเพิกถอนนิติกรรมการขายระหว่างนายอ่ำผู้ขายกับจำเลยผู้ซื้อ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองที่อ้างว่านายอ่ำ สีดาว ปลอมใบมอบฉันทะของโจทก์ที่ 1 และนางทองคำหรือคำมารดาโจทก์ที่ 2 นั้น ผู้ที่โต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสองคือนายอ่ำ จำเลยมิได้เกี่ยวข้องด้วย โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ฟ้องโจทก์ทั้งสองบรรยายไม่ชัดเจนว่านายอ่ำปลอมลายพิมพ์นิ้วมือหรือลายมือชื่อโจทก์ที่ 1 หรือนางทองคำรือคำมารดาโจทก์ที่ 2 ทำให้จำเลยไม่เข้าใจข้อหาเป็นฟ้องเคลือบคลุม นายอ่ำไม่ได้ปลอมใบมอบฉันทะและจำเลยได้รับโอนที่ดินต่อมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและจดทะเบียนโดยสุจริต คดีโจทก์ทั้งสองขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ จำเลยถึงแก่กรรมนายชม สีดาว บุตรจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนศาลอุทธรณ์อนุญาต ระหว่างนัดโจทก์ทั้งสองและจำเลยมาตีราคาที่ดินพิพาทเพื่อเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทในคดีและให้โจทก์ทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้ถูกต้อง ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ นางสาวบุญเรือน สีดาว บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 1ซึ่งถึงแก่กรรมศาลอนุญาต ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องจำเลย ขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวหรือไม่เห็นว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องในการทำนิติกรรมตามฟ้องนอกจากจำเลยแล้วยังมีนายอ่ำ นางโดด (ไม่ปรากฏนามสกุล)นางสาวอังสนานางสมหมาย นายชมและนางสาวบุญช่วย แต่โจทก์ฟ้องจำเลยเพียงคนเดียวโดยมิได้ฟ้องบุคคลดังกล่าวด้วย ซึ่งขณะที่โจทก์ฟ้องจำเลยไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทแล้ว หากศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมตามคำขอของโจทก์ทั้งสองแล้วย่อมเป็นการขอให้ศาลพิพากษากระทบไปถึงสิทธิของบุคคลภายนอกซึ่งมิได้เข้ามาเป็นคู่ความในคดี ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145จึงไม่อาจบังคับตามคำขอของโจทก์ทั้งสองได้ ปัญหาดังกล่าวแม้คู่ความจะไม่อุทธรณ์และฎีกา แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง เมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาว่าใบมอบฉันทะตามเอกสารหมาย จ.9 ได้มีการปลอมลายมือชื่อโจทก์ที่ 1 และมีการปลอมลายพิมพ์นิ้วมือนางทองคำหรือคำมารดาโจทก์ที่ 2ตามที่โจทก์ทั้งสองฎีกาหรือไม่ นั้น จึงไม่จำต้องวินิจฉัยที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลที่ให้ยกฟ้อง ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7182/2539 นาย แง หรือ แง่ สี ดาว โดย นางสาว บุญ เรือน สี ดาว โจทก์ ผู้ เข้า เป็น คู่ความ แทน กับพวก โจทก์ นาย หนู สี ดาว โดย นาย ชม สี ดาว จำเลย ผู้ เข้า เป็น คู่ความ แทน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย แง หรือ แง่ สี ดาว โดย นางสาว บุญ เรือน สี ดาว · โจทก์ - ผู้ เข้า เป็น คู่ความ แทน กับพวก · จำเลย - นาย หนู สี ดาว โดย นาย ชม สี ดาว · จำเลย - ผู้ เข้า เป็น คู่ความ แทน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมชัย สายเชื้อ · พิมล สมานิตย์ · กนก พรรณรักษา
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3099/2524ฎีกา 3219/2534ฎีกา 4549/2540ฎีกา 2345/2540ฎีกา 2572/2541ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 4470/2543ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1959/2529ฎีกา 2610/2538ฎีกา 5494/2541ฎีกา 2635/2527ฎีกา 4085/2559ฎีกา 3827/2542ฎีกา 2002/2511ฎีกา 497/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ