⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1423/2540

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1423/2540

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลสาบานตนต่อศาลตามคำท้าของอีกฝ่ายหนึ่ง ถือเป็นผลผูกพันว่าบุคคลนั้นไม่ใช่บริวารของอีกฝ่ายหนึ่ง และการครอบครองที่ดินโดยการแย่งการครอบครองนั้น ต้องฟ้องคดีภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ถูกแย่งการครอบครอง

ย่อคำพิพากษา

ในคดีก่อนศาลพิพากษาให้ป. และบริวารออกจากที่ดินพิพาทซึ่งในชั้นบังคับคดีโจทก์บังคับให้จำเลยออกจากที่พิพาทโดยอ้างว่าจำเลยเป็นบริวารของป. จำเลยยื่นคำร้องเมื่อวันที่6พฤศจิกายน2536ว่าไม่ใช่บริวารของป. โดยจำเลยเข้ามาอยู่ในที่ดินพิพาทเกินกว่า1ปีแล้วระหว่างพิจารณาชั้นบังคับคดีโจทก์และจำเลยท้ากันว่าหากจำเลยกล้าสาบานต่อหน้าศาลหลักเมืองโจทก์จะยอมรับว่าจำเลยไม่ใช่บริวารของป. หากไม่กล้าสาบานจำเลยจะยอมรับว่าจำเลยเป็นบริวารของป. ปรากฏว่าจำเลยสาบานได้ตามคำท้าจึงต้องถือว่าจำเลยไม่ใช่บริวารของป. โจทก์จึงไม่มีอำนาจบังคับคดีแก่จำเลยต้องเพิกถอนการบังคับคดีแก่จำเลยฉะนั้นการที่จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทเป็นของตนเองจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์นับแต่จำเลยครอบครองแม้ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏเป็นยุติว่าจำเลยแย่งการครองครองที่ดินพิพาทมาก่อนหน้าที่จำเลยยื่นคำร้องนั้นเมื่อใดแต่อย่างน้อยก็เห็นได้ว่าวันที่6พฤษภาคม2536ที่จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งสิทธิของโจทก์นั้นจำเลยได้แย่งการครอบครองที่ดินพิพาทแล้วโจทก์ต้องฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน1ปีนับแต่เวลาที่ถูกแย่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1375เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยวันที่28กุมภาพันธ์2538จึงเกินกำหนด1ปีโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยโจทก์จะให้ถือว่าถูกแย่งการครอบครองนับแต่วันที่ศาลเพิกถอนการบังคับคดีจำเลยในคดีก่อนนั้นไม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1375

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารพร้อมทั้งรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่207 ตำบลเกาะสำโรง อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรีห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินอีกต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดิน จำเลยให้การว่า จำเลยเข้าครอบครองที่ดินดังกล่าวมาเกินกว่า1 ปี โดยสงบและเปิดเผย ที่ดินจึงตกเป็นสิทธิของจำเลยโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยชี้ขาดได้โดยไม่จำต้องสืบพยาน จึงให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่า 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง จึงไม่มีสิทธิฟ้องเอาคืนการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1375 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ ภาค 3 พิพากษายืน โจทก์ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่าก่อนคดีนี้โจทก์ได้ฟ้องขับไล่นายป๋อง บัวแก้ว ให้ออกจากที่ดินพิพาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่นายป๋องและบริวารออกจากที่ดินดังกล่าว คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2533 ในชั้นบังคับคดีโจทก์ขอให้บังคับจำเลยออกจากที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าจำเลยเป็นบริวารของนายป๋อง จำเลยได้ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม2536 ว่า จำเลยไม่ใช่เป็นบริวารของนายป๋อง โดยจำเลยเข้ามาอยู่ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2534 เกินกว่า 1 ปีแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจบังคับคดีแก่จำเลยระหว่างพิจารณาชั้นบังคับคดี โจทก์และจำเลยท้ากันว่า หากจำเลยกล้าสาบานต่อหน้าศาลหลักเมืองจังหวัดกาญจนบุรีได้ โจทก์จะยอมรับว่าจำเลยไม่ใช่บริวารของนายป๋องหากไม่กล้าสาบาน จำเลยจะยอมรับว่าจำเลยเป็นบริวารของนายป๋องปรากฏว่าจำเลยสาบานได้ตามคำท้าศาลชั้นต้นจึงถือว่า โจทก์ยอมรับว่าจำเลยไม่ใช่บริวารของนางป๋อง โจทก์ไม่มีอำนาจบังคับคดีแก่จำเลย ให้เพิกถอนการบังคับคดีแก่จำเลยเมื่อวันที่ 1 มีนาคม2537 มีปัญหาว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยคดีนี้เกิน 1 ปี นับแต่ถูกแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่าข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยเป็นบริวารของนายป๋อง ตามที่โจทก์ยอมรับตามคำท้าดังกล่าวเช่นนี้ จำเลยจึงครอบครองที่ดินพิพาทเป็นของตนเองเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์นับแต่จำเลยครอบครอง แม้ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏเป็นยุติว่า จำเลยแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทมาก่อนหน้าที่จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าวนั้นเมื่อใด แต่อย่างน้อยก็เห็นได้ว่าในวันที่ 6 พฤษภาคม 2536 ที่จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งสิทธิของโจทก์นั้นจำเลยได้แย่งการครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว โจทก์ต้องฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองนั้นภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2538 จึงเกินกำหนด 1 ปีนับแต่เวลาที่ถูกแย่งการครอบครอง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยโจทก์จะให้ถือว่าถูกแย่งการครอบครองนับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2537อันเป็นวันที่ศาลเพิกถอนการบังคับคดีจำเลยในคดีก่อนนั้นไม่มีน้ำหนักรับฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1423/2540 นาง อารี พุ่มชัย โจทก์ นาง รัตนา บัวแก้ว จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง อารี พุ่มชัย · จำเลย - นาง รัตนา บัวแก้ว
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อุดม มั่งมีดี · อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ · อรุณ น้าประเสริฐ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3089/2537ฎีกา 3421/2538ฎีกา 1153/2501ฎีกา 6405/2550ฎีกา 7619/2543ฎีกา 2113-2114/2530ฎีกา 1686/2520ฎีกา 7706/2548ฎีกา 2938/2519ฎีกา 5393/2540ฎีกา 5051/2541ฎีกา 1131/2502ฎีกา 7214/2538ฎีกา 1575/2531ฎีกา 2923/2535ฎีกา 7546/2542ฎีกา 178/2485ฎีกา 1093/2500ฎีกา 5007/2540ฎีกา 1348/2508ฎีกา 4303/2530ฎีกา 2792/2535ฎีกา 459/2546ฎีกา 344/2511
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ