⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3335/2540

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3335/2540

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การจอดรถในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ใช้รถใช้ถนนอื่น โดยมีเครื่องหมายเตือนในระยะกระชั้นชิด ถือเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ

ย่อคำพิพากษา

รถโดยสารคันเกิดเหตุที่จำเลยที่ 3 เป็นผู้ขับได้จอดอยู่บนสะพาน ด้วยเหตุรถเสียตั้งแต่เวลาประมาณ 22 นาฬิกา โดยจำเลยที่ 3 เปิดไฟกะพริบไว้ทางด้านท้ายรถโดยสารและได้นำเบาะรถมาวางพาดไว้ทางด้านซ้ายรถโดยสารทั้งนำถุงพลาสติกมาผูกติดไว้เพื่อให้สามารถมองเห็นได้เป็นเครื่องหมายในการป้องกันเหตุ แต่จุดที่รถโดยสารจอดอยู่นั้นเลยส่วนโค้งกลางสะพานไปเพียง 30 เมตร และรถที่แล่นมาจะสามารถเห็นรถโดยสารที่จอดเสียนั้นต่อเมื่อขึ้นโค้งสะพานแล้ว ไฟกะพริบที่จำเลยที่ 3 เปิดไว้ก็ดี เบาะรถตลอดจนถุงพลาสติกที่ผูกติดไว้ก็ดี ล้วนแต่อยู่ติดกับตัวรถโดยสารทั้งสิ้นระยะห่างที่สามารถเห็นได้จึงอยู่ในระยะเดียวกับที่รถโดยสารจอดเสียคือประมาณ 30 เมตร จากส่วนโค้งกลางสะพานเท่านั้น โดยเป็นระยะที่กระชั้นชิดซึ่งคาดเห็นได้ว่าอาจจะก่อให้เกิดอันตรายแก่รถยนต์ที่สัญจรได้ การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุโดยตรงที่ก่อให้เกิดอันตราย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสองฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่า เมื่อวันที่ 25ต่อเนื่องถึงวันที่ 26 ตุลาคม 2534 จำเลยที่ 3 ขับรถโดยสารหมายเลขทะเบียน 11-2558ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปตามถนนสาธรแล้วล้อหลังของรถโดยสารเกิดขัดข้อง จำเลยที่ 3 จึงจอดรถโดยสารทิ้งไว้บนสะพานสมเด็จพระเจ้าตากสินโดยมิได้แสดงเครื่องหมายหรือสัญญาณใด ๆ ให้รถคันอื่นทราบ เป็นเหตุให้ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 4 ข-3727 ชนท้ายรถโดยสารคันดังกล่าวถึงแก่ความตาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 813,500 บาทแก่โจทก์ที่ 1 ใช้ค่าเสียหาย 336,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า เหตุละเมิดคดีนี้มิได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 3 แต่เกิดจากความประมาทเลินเล่อของผู้ตายเอง ค่าเสียหายตามฟ้องสูงเกินความจริง ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 262,000 บาทแก่โจทก์ที่ 1 ชำระเงิน 72,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 254,333.33บาท แก่โจทก์ที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาจำเลยที่ 2 ที่ว่า จำเลยที่ 3 มีส่วนประมาทเลินเล่อในการก่อเหตุคดีนี้ด้วยหรือไม่ และจำนวนค่าเสียหายที่ศาลกำหนดสูงเกินไปนั้น เป็นปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีการะหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยที่ 2 ไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2ในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 คงวินิจฉัยเฉพาะฎีกาของจำเลยที่ 2 ในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 1ซึ่งคดีมีปัญหาวินิจฉัยในเบื้องต้นตามฎีกาจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 3 มีส่วนประมาทเลินเล่อในการก่อเหตุคดีนี้ด้วยหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า รถโดยสารคันเกิดเหตุที่จำเลยที่ 3 เป็นผู้ขับนั้นได้จอดอยู่บนสะพานสมเด็จพระเจ้าตากสิน ด้วยเหตุรถเสียตั้งแต่เวลาประมาณ 22 นาฬิกา ของวันที่ 25 ตุลาคม 2534 โดยจำเลยที่ 3 ได้เปิดไฟกะพริบไว้ทางด้านท้ายรถโดยสารและได้นำเบาะรถมาวางพาดไว้ทางด้านท้ายรถโดยสารทั้งนำถุงพลาสติกมาผูกติดไว้เพื่อให้สามารถมองเห็นได้เป็นเครื่องหมายในการป้องกันเหตุ แต่จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏ จุดที่รถโดยสารจอดอยู่นั้นเลยส่วนโค้งกลางสะพานไปเพียง30 เมตร และรถที่แล่นมาจะสามารถเห็นรถโดยสารที่จอดเสียนั้นต่อเมื่อขึ้นโค้งสะพานแล้ว ไฟกะพริบที่จำเลยที่ 3 เปิดไว้ก็ดี เบาะรถตลอดจนถุงพลาสติกที่ผูกติดไว้ก็ดี ล้วนแต่อยู่ติดกับตัวรถโดยสารทั้งสิ้น ระยะห่างที่สามารถเห็นได้จึงอยู่ในระยะเดียวกับที่รถโดยสารจอดเสีย คือประมาณ 30 เมตร จากส่วนโค้งกลางสะพานเท่านั้น โดยเป็นระยะที่กระชั้นชิดซึ่งคาดเห็นได้ว่าอาจจะก่อให้เกิดอันตรายแก่รถยนต์ที่สัญจรได้ การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุโดยตรงที่ก่อให้เกิดอันตรายและเป็นต้นเหตุแห่งคดีนี้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น..." พิพากษายืน และยกฎีกาของจำเลยที่ 2 ในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3335/2540 นาง ลัดดาวัลย์ นิยม กับพวก โจทก์ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง ลัดดาวัลย์ นิยม กับพวก · จำเลย - องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วินัย วิมลเศรษฐ · จิระ บุญพจนสุนทร · ชูชาติ ศรีแสง
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 898/2534ฎีกา 307/2513ฎีกา 1660/2518ฎีกา 560/2529ฎีกา 311/2538ฎีกา 713/2512ฎีกา 265/2534ฎีกา 246/2522
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ