⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 426/2540

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 426/2540

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของศาลล่างให้ลงโทษหนักไปกว่านี้ได้ การที่โจทก์ฎีกาว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำทารุณโหดร้ายจึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย.

ย่อคำพิพากษา

ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยทั้งห้าแม้เรียงกระทงลงโทษแล้วก็คงให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งห้าและหากจะฟังข้อเท็จจริงว่าเป็นการกระทำทารุณโหดร้ายต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา289(5)ก็ตามศาลฎีกาก็ไม่อาจจะวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของศาลล่างเป็นอย่างอื่นให้ลงโทษหนักไปกว่านี้ได้ดังนั้นการที่โจทก์ฎีกาว่าการกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นการกระทำทารุณโหดร้ายจึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา249วรรคแรกประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา15ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ในขณะที่จำเลยทั้งห้ากระทำผิดพฤติการณ์ที่จ.และต. เบิกความถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าจะเกิดเหตุว่าจำเลยที่1ถึงที่5มาร่วมดื่มสุราด้วยกันที่บ้านของพยานส่วนบ. เบิกความว่าวันเกิดเหตุเวลา15นาฬิกาจำเลยที่1ถึงที่4ไปหาพยานที่บ้านแล้วบอกให้พยานล้างรถให้เพราะในรถเปื้อนเลือดและอ. กับส. เบิกความว่าเย็นวันเกิดเหตุจำเลยที่2ขับรถกระบะที่ได้จากการปล้นพาจำเลยที่1ไปที่บ้านบอกว่าได้ฆ่าคนมา5คนขอให้อ. ช่วยขายรถคันดังกล่าวให้ล้วนแต่เป็นข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์หลังเกิดเหตุแล้วเป็นคำบอกเล่าของจำเลยที่อาจให้ยันจำเลยได้อยู่แล้วเพราะตามธรรมดาบุคคลทั่วๆไปย่อมจะไม่กล่าวความใดอันทำให้ตนเสียหายเมื่อมีการบอกเล่าเช่นนั้นก็ย่อมสันนิษฐานได้ว่าคำบอกเล่านั้นเป็นจริงแต่มิใช่เรื่องที่จำนนต่อหลักฐานดังที่โจทก์ฎีกาฉะนั้นที่ศาลล่างทั้งสองลดโทษให้แก่จำเลยทั้งห้ามานั้นชอบแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.289

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33,83, 91, 93, 199, 288, 289, 340, 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิและริบอาวุธมีดให้จำเลยทั้งห้าคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน471,200 บาท แก่ผู้เสียหาย และเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 รับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7,8 ทวิ วรรคสอง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสองประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(4)(7), 340 วรรคท้าย, 199 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 3 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4)(7), 340 วรรคท้าย, 340 ตรี,199 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนกับเพื่อจะเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การกระทำความผิดอื่นและเพื่อปกปิดความผิดอื่น เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งห้าฐานช่วยซ่อนเร้นย้ายศพ จำคุกจำเลยทั้งห้าคนละ1 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนโดยเปิดเผย ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 3และที่ 4 คนละ 6 เดือน ฐานพาอาวุธมีดปรับจำเลยที่ 4 เป็นเงิน100 บาท รวมแล้วคงลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งห้า และปรับจำเลยที่ 4 เป็นเงิน 100 บาท จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพและคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งห้าทำให้ทราบว่าจำเลยทั้งห้าผู้ใดได้กระทำความผิดอย่างไรบ้างโดยไม่มีผู้อื่นเห็นการกระทำของจำเลยทั้งห้า จึงเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 52(2) คงให้จำคุกจำเลยทั้งห้าไว้ตลอดชีวิต และปรับจำเลยที่ 4 เป็นเงิน 50 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 471,200 บาทแก่ผู้เสียหายคำขออื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยการกระทำทารุณโหดร้ายด้วยและขอให้ลงโทษสถานหนัก ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นการกระทำทารุณโหดร้ายหรือไม่และควรลดโทษให้แก่จำเลยทั้งห้าหรือไม่ ปัญหาแรกนั้นศาลฎีกาเห็นว่า ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยทั้งห้าแม้เรียงกระทงลงโทษแล้วก็คงให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งห้า และแม้จะฟังข้อเท็จจริงว่าเป็นการกระทำทารุณโหดร้ายต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(5) ก็ตาม ศาลฎีกาก็ไม่อาจจะวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของศาลล่างเป็นอย่างอื่นให้ลงโทษหนักไปกว่านี้ได้ดังนั้น ฎีกาโจทก์ข้อนี้จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคแรก ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 ศาลฎีกา ไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าสถานหนักโดยไม่ลดโทษให้นั้นได้ความในทางพิจารณาว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ในขณะที่จำเลยทั้งห้ากระทำผิด พฤติการณ์ที่นางจำนงค์ ลักษณะมีศรีและเด็กชายจิตติพงษ์ ลักษณะมีศรี เบิกความเป็นเหตุการณ์ก่อนหน้าจะเกิดเหตุซึ่งรู้เห็นเพียงว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 มาร่วมดื่มสุราด้วยกันที่บ้านของพยาน นายบุญทิ้ง พูลทอง เบิกความว่าเวลา15 นาฬิกาของวันเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไปหาพยานที่บ้านโดยจำเลยที่ 2 เป็นคนขับรถกระบะของกลางแล้วบอกให้พยานล้างรถให้เพราะในรถเปื้อนเลือดก็ดี สิบเอกอร่าม ปิ่นเงินนายสมชายหรือหยวก โตเกิด เบิกความว่าเย็นวันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ขับรถกระบะของกลางพาจำเลยที่ 1 ไปที่บ้านบอกว่าได้ฆ่าคนมา 5 คน โดยร่วมกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้รถกระบะคันดังกล่าวมา ขอให้สิบเอกอร่ามช่วยขายรถคันดังกล่าวให้ก็ดีนั้น ล้วนเป็นข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์หลังเกิดเหตุแล้ว ซึ่งเป็นคำบอกเล่าของจำเลยที่อาจใช้ยันจำเลยได้อยู่แล้ว เพราะตามธรรมดาบุคคลทั่ว ๆ ไปย่อมจะไม่กล่าวความใดอันทำให้ตนเสียหายเมื่อมีการบอกเล่าเช่นนั้น ก็ย่อมสันนิษฐานได้ว่าคำบอกเล่านั้นเป็นจริง แต่มิใช่เรื่องที่จำนนต่อหลักฐานดังที่โจทก์ฎีกา ฉะนั้นที่ศาลล่างทั้งสองลดโทษให้แก่จำเลยทั้งห้ามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 426/2540 พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร โจทก์ นาย เชียง พูลทองกับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร · จำเลย - นาย เชียง พูลทองกับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อำนวย หมวดเมือง · สัญชัย สิงหลกะ · เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 770/2535ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 185/2535ฎีกา 2530/2527ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3616/2558ฎีกา 824/2535ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 7988/2551ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1148/2534ฎีกา 6911/2544ฎีกา 1360/2544ฎีกา 831/2541ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7601/2540ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 2936/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ