⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4748/2540

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4748/2540

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านการบังคับคดีต่อศาลภายใน 8 วันนับแต่วันที่ทราบการฝ่าฝืน แต่หากพ้นกำหนดแล้ว ศาลจะขยายระยะเวลาให้ได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษและยื่นคำร้องก่อนสิ้นกำหนด หรือมีเหตุสุดวิสัย.

ย่อคำพิพากษา

เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2538 และผู้ร้องก็ทราบว่ามีการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทในวันดังกล่าว แต่ไม่ได้มาคัดค้านเพราะป่วยเนื่องจากประสบอุบัติเหตุ หลังจากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์ ผู้ร้องได้ไปตรวจสอบที่สำนักงานบังคับคดีและวางทรัพย์ประจำศาล จึงทราบว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ไปในราคาต่ำกว่าราคาที่ประเมินไว้ ดังนี้ ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งยกเลิกการบังคับคดีที่ผู้ร้องเห็นว่าไม่ถูกต้องได้ภายใน 8 วัน นับแต่วันที่ 19พฤษภาคม 2538 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ร้องทราบว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์โดยไม่ถูกต้อง แต่ปรากฏว่าผู้ร้องเพิ่งมายื่นคำร้องคัดค้านการบังคับคดีต่อศาล ขอให้ยกเลิกการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 8มิถุนายน 2538 ซึ่งล่วงพ้นกำหนดเวลา 8 วัน นับแต่วันที่ผู้ร้องทราบการฝ่าฝืนนั้นแล้ว ดังนั้น ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ยกเลิกการขายทอดตลาดตาม ป.วิ.พ.มาตรา 296 วรรคสอง แม้ระยะเวลาตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ.มาตรา 296 วรรคสองนั้น ศาลมีอำนาจขยายให้ได้ก็ตาม แต่จะกระทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษและผู้ร้องจะต้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ตามมาตรา 23 เมื่อผู้ร้องมิได้ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวอีกทั้งกรณีตามคำร้องก็ไม่ปรากฏเหตุสุดวิสัย จึงไม่อาจยื่นคำร้องเกินกำหนดระยะเวลา 8 วันได้ ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่าเชื่อตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ว่ายื่นคำร้องเกินกำหนดได้ก็เป็นข้ออ้างที่ปราศจากเหตุผลให้รับฟัง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.23 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.296

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดิน ๒ แปลงตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่ ๑๗๙ พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยออกขายทอดตลาด เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา โดยโจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินดังกล่าวได้ทั้งสองแปลงในราคา ๒๕,๐๐๐ บาท และ ๑๔๐,๐๐๐ บาท ตามลำดับ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดดังกล่าวกึ่งหนึ่ง เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวแก่โจทก์ในราคาต่ำเกินไป ไม่เหมาะสมกับราคาท้องตลาดและราคาประเมินของทางราชการ ขอให้ยกเลิกการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าว โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๙๖ วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งลักษณะนี้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือบุคคลอื่นที่มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีซึ่งต้องเสียหายโดยการฝ่าฝืนนั้น แล้วแต่กรณีอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลงแต่ต้องไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่ทราบการฝ่าฝืนนั้น ขอให้ศาลมีคำสั่งยกกระบวนวิธีการบังคับคดีทั้งปวง หรือวิธีการบังคับใด ๆ โดยเฉพาะ หรือขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดวิธีการอย่างใด ๆ แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่เห็นสมควร ..." คดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทเมื่อวันที่ ๑๒พฤษภาคม ๒๕๓๘ และได้ความจากทางนำสืบของผู้ร้องว่า ผู้ร้องก็ทราบว่ามีการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทในวันดังกล่าว แต่ไม่ได้มาคัดค้านเพราะป่วยเนื่องจากประสบอุบัติเหตุหลังจากนั้นประมาณ ๑ สัปดาห์ ผู้ร้องได้ไปตรวจสอบที่สำนักงานบังคับคดีและวางทรัพย์ประจำศาลจังหวัดศรีษะเกษ จึงทราบว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ไปในราคาต่ำกว่าราคาที่ประเมินไว้ ดังนี้ ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งยกเลิกการบังคับคดีที่ผู้ร้องเห็นว่าไม่ถูกต้องได้ภายใน ๘ วันนับแต่วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๓๘ ซึ่งเป็นวันที่ผู้ร้องทราบว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์โดยไม่ถูกต้อง แต่ปรากฏว่าผู้ร้องเพิ่งมายื่นคำร้องคัดค้านการบังคับคดีต่อศาลขอให้ยกเลิกการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่๘ มิถุนายน ๒๕๓๘ ซึ่งล่วงพ้นกำหนดเวลา ๘ วัน นับแต่วันที่ผู้ร้องทราบการฝ่าฝืนนั้นแล้ว ดังนั้น ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ยกเลิกการขายทอดตลาดตามกฎหมายดังกล่าว ที่ผู้ร้องฎีกาว่า กำหนดระยะเวลา ๘ วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๖ วรรคสองนั้น เจตนารมณ์ของกฎหมายเพียงแต่บัญญัติหลักการไว้กว้าง ๆ เท่านั้น ตามหลักปฏิบัติไม่ควรจะถือเคร่งครัด โดยเปรียบเทียบกับกำหนดระยะเวลาในการยื่นคำให้การของจำเลยซึ่งกฎหมายกำหนดเวลาไว้๑๕ วัน แต่ถ้ามีเหตุจำเป็นจำเลยอาจยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อยื่นคำให้การเกินกำหนดได้ถ้ามีเหตุสมควร ในกรณีคดีนี้จำเลยป่วยอยู่ที่กรุงเทพมหานครและเจ้าหน้าที่สำนักงานบังคับคดีและวางทรัพย์แนะนำผู้ร้องว่ายื่นคำร้องเกินกว่า ๘ วัน ได้ ทั้งผู้ร้องได้ยื่นคำร้องภายในระยะเวลาตามสมควรนั้น เห็นว่า แม้ระยะเวลาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้น ศาลมีอำนาจขยายให้ได้แต่จะกระทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษและผู้ร้องจะต้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓ เมื่อผู้ร้องมิได้ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวอีกทั้งกรณีตามคำร้องก็ไม่ปรากฏเหตุสุดวิสัย จึงไม่อาจยื่นคำร้องเกินกำหนดระยะเวลา ๘ วันได้ ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่าเชื่อตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ว่ายื่นคำร้องเกินกำหนดได้ก็เป็นข้ออ้างที่ปราศจากเหตุผลให้รับฟัง พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4748/2540 นางวิไลวรรณ โกลีย์ โจทก์ นางนงลักษณ์ พงษ์สุวรรณ์ ผู้ร้อง นายวินัย เนื่องเฉลิม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางวิไลวรรณ โกลีย์ · ผู้ร้อง - นางนงลักษณ์ พงษ์สุวรรณ์ · จำเลย - นายวินัย เนื่องเฉลิม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิรักษ์ เอื้ออังกูร · สมชัย สายเชื้อ · ธรรมนูญ โชคชัยพิทักษ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดศรีสะเกษ - นายนาวี สกุลวงศ์ธนา · ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ - นายบุญศรี แก้วสาร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 8454/2544ฎีกา 594/2534ฎีกา 2573/2552ฎีกา 6968/2537ฎีกา 176/2535ฎีกา 5983/2539ฎีกา 7032/2539ฎีกา 1843/2551ฎีกา 5706/2537ฎีกา 5378/2544ฎีกา 7466/2538ฎีกา 3542/2545ฎีกา 5086/2537ฎีกา 230/2510ฎีกา 1103/2554ฎีกา 5259/2546ฎีกา 3781/2545ฎีกา 4944/2536ฎีกา 8735/2542ฎีกา 780/2535ฎีกา 403/2530ฎีกา 14209/2555ฎีกา 437/2508ฎีกา 353/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา