⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5255/2540

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5255/2540

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การแสดงเจตนาทำสัญญาโดยมีเจตนาลวงเพื่อหลอกลวงเอาทรัพย์สินไปโดยทุจริต ถือเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341

ย่อคำพิพากษา

สัญญากู้ที่จำเลยทำให้ไว้แก่โจทก์ร่วมนั้น จำเลยทำในนามของ ป. ซึ่งไม่มีตัวจริง ทั้งเช็คที่จำเลยนำมาแลกจำเลยยืมของบุคคลอื่นมาเป็นเช็คที่ปิดบัญชีแล้ว ลายมือชื่อที่จำเลยลงในเช็คก็ใช้ภาษาจีนไม่เป็นไปตามตัวอย่างที่ให้ไว้กับธนาคารเช็คที่ใช้แลกเงินจากโจทก์ร่วมไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ การหลอกลวงเอาเงินจากโจทก์ร่วมโดยทำหลักฐานการกู้หรือมอบเช็คให้โจทก์ร่วมดังกล่าวก็เป็นการหลอกลวงเพื่อให้ได้เงินนั่งเอง จำเลยมิได้มีเจตนาจะผูกพันตามสัญญากู้ หรือเช็คที่นำไปแลกแต่อย่างใดการกระทำของจำเลยครบองค์ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 แล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.341

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341 และให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 374,500 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางสาวอรวรรณ ปิดบุญทัน ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ4 เดือน, 2 เดือน, 6 เดือน และ 8 เดือน ตามลำดับ รวมจำคุก 24 เดือนให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 374,500 บาท แก่โจทก์ร่วม จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยฎีกาข้อกฎหมายว่าความผิดข้อหาฉ้อโกงต้องมีการหลอกลวงด้วยเจตนาทุจริต หลอกลวงให้ผู้ถูกหลอกลวงหลงเชื่อข้อเท็จจริงที่ตนหลอกลวง แล้วยอมส่งมอบทรัพย์สินให้แก่ผู้หลอกลวงเพราะเหตุที่ผู้ถูกหลอกลวงเชื่อข้อเท็จจริงที่ผู้หลอกลวงได้หลอกลวงนั้น ผู้หลอกลวงจึงมีความผิด แต่จากข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่า แม้จำเลยจะแสดงตนเป็นแพทย์ชื่อประเสริฐ มีลาภ ประจำอยู่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จนโจทก์ร่วมหลวงเชื่อ และจำเลยได้เงินจากโจทก์ร่วมไปทุกครั้ง อันเป็นผลมาจากการที่จำเลยจะได้เงินไปจากโจทก์ร่วมนั้นเป็นการกู้ยืมเงินและการนำเช็คแลกเงินสดจากโจทก์ร่วม ซึ่งจำเลยจะต้องจะคืนเงินแก่โจทก์ร่วมอยู่ดี หาใช่จำเลยจะเอาไปโดยทุจริตโดยไม่คืนเงินแก่โจทก์ร่วมแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยไม่ครบองค์ความผิดนั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมเบิกความยืนยันว่าสัญญากู้ที่จำเลยทำให้ไว้จำเลยทำในนามนายประเสริฐ มีลาภ ซึ่งไม่มีตัวจริงทั้งเช็คที่จำเลยนำมาแลกจำเลยยืมของบุคคลอื่นมาเป็นเช็คที่บัญชีปิดแล้ว ลายมือชื่อที่จำเลยลงในเช็คก็ใช้ภาษาจีนไม่เป็นไปตามตัวอย่างที่ให้ไว้กับธนาคาร เช็คที่ใช้แลกเงินจากโจทก์ร่วมไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ การหลอกลวงเอาเงินจากโจทก์ร่วมโดยทำหลักฐานการกู้หรือมอบเช็คให้โจทก์ร่วมดังกล่าวก็เป็นการหลอกลวงเพื่อให้ได้เงินนั่นเอง จำเลยมิได้มีเจตนาจะผูกพันตามสัญญากู้หรือเช็คที่นำไปแลกแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยครบองค์ความผิดดังศาลอุทธรณ์วินิจฉัยแล้ว ฎีกาจำเลยปัญหานี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5255/2540 พนักงานอัยการ สำนักงาน อัยการ สูงสุด โจทก์ โจทก์ร่วม โจทก์ นางสาว อรวรร ณ ปิด บุญ ทัน โจทก์ นาย ประเสิรฐหรืออดิสร มีลาภหรือลภิรัตนากูล จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงาน อัยการ สูงสุด · โจทก์ - โจทก์ร่วม · โจทก์ - นางสาว อรวรร ณ ปิด บุญ ทัน · จำเลย - นาย ประเสิรฐหรืออดิสร มีลาภหรือลภิรัตนากูล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปราโมทย์ ชพานนท์ · เหล็ก ไทรวิจิตร · สกนธ์ กฤติยาวงศ์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6575/2541ฎีกา 101/2564ฎีกา 13043/2557ฎีกา 1279/2517ฎีกา 16/2510ฎีกา 1852/2547ฎีกา 3327/2532ฎีกา 787/2532ฎีกา 7264/2543ฎีกา 255/2529ฎีกา 609/2536ฎีกา 1035/2540ฎีกา 3029/2540ฎีกา 18043/2555ฎีกา 2593/2521ฎีกา 9663/2554ฎีกา 725/2567ฎีกา 915/2566ฎีกา 1428-1429/2545ฎีกา 5219/2531ฎีกา 2303/2518ฎีกา 2410/2523ฎีกา 599/2532ฎีกา 4046/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ