⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5340/2540

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5340/2540

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา หากคำพิพากษาคดีส่วนอาญายังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงเป็นยุติ ศาลจะวินิจฉัยข้อเท็จจริงในคดีแพ่งโดยอาศัยพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบในคดีอาญาได้ โดยไม่ต้องถือตามผลของคดีอาญา.

ย่อคำพิพากษา

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ได้บัญญัติเกี่ยวกับการรับฟังข้อเท็จจริงของคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาไว้อย่างชัดแจ้งว่า ในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาศาลต้อง ถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา และคำพิพากษาคดีส่วนอาญานั้นจะต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเป็นยุติประการใดแล้ว จึงจะให้คดีส่วนแพ่งต้องถือข้อเท็จจริงตามนั้นได้ คดีนี้คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีส่วนอาญายังมิได้ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติเพียงพอที่จะถือมาเป็นข้อวินิจฉัยในคดีส่วนแพ่งได้ แต่โจทก์จำเลยต่างแถลงไม่ติดใจสืบพยานและขอให้ศาลฟังข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานในคดีอาญาศาลจึงนำเอาข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่โจทก์จำเลยนำสืบในคดีอาญามาเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้เพื่อการวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังที่คู่ความแถลงรับกันได้โดยไม่ถือตามผลในคดีอาญา แต่วินิจฉัยข้อเท็จจริงโดยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในคดีอาญา วันเกิดเหตุคือวันที่ 7 พฤศจิกายน 2531 ถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน2531 จำเลยใช้รถแทรกเตอร์และรถแบคโฮ เข้าไปไถขุดที่พิพาทถือว่าจำเลยเข้าไปแย่งการครอบครองที่พิพาทนับแต่วันดังกล่าว เมื่อนับถึงวันที่โจทก์ฟ้องคือวันที่ 13 มกราคม 2532 จึงยังไม่เกินระยะเวลา1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1375 วรรคสอง โจทก์จึงไม่ขาดสิทธิฟ้องร้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.46 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.138 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1375

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามแผนที่ท้ายคำฟ้อง ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้ามากระทำการใดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินดังกล่าวให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 15,640 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 13,000 บาท นับแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2531เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้เงินโจทก์เดือนละ 1,200 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะหยุดกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาทที่พิพาทเป็นที่รกร้างว่างเปล่า จำเลยได้ครอบครองที่พิพาททั้งแปลงโดยสงบเปิดเผย โจทก์ไม่เคยโต้แย้งการครอบครองของจำเลย และโจทก์ฟ้องคดีเกินกำหนดระยะเวลา 1 ปี ตามที่กฎหมายกำหนดขอให้ยกฟ้องโจทก์ ระหว่างพิจารณา คู่ความแถลงร่วมกันว่า ค่าเสียหายของโจทก์เป็นเงิน 10,000 บาท กับไม่ติดใจสืบพยาน และขอให้ศาลฟังข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในคดีอาญา ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่า ที่พิพาทภายในเส้นสีแดงตามแผนที่พิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารทำการใด ๆ อันเป็นการโต้แย้งสิทธิครอบครอง และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 10,000 บาทคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา หมายเลขดำที่ 130/2532 หมายเลขแดงที่ 897/2533 ของศาลชั้นต้นศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานเพื่อรอฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาเพื่อพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ซึ่งต่อมาคดีส่วนอาญาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดวินิจฉัยว่า โจทก์ จำเลย ต่างฝ่ายต่างนำสืบว่าที่พิพาทเป็นของตนอันเป็นการโต้เถียงการครอบครองในที่พิพาทกันอยู่ว่าผู้ใดเป็นผู้ครอบครองที่พิพาทซึ่งควรจะได้ดำเนินการกันในทางแพ่งต่อไป การกระทำของจำเลยจึงขาดเจตนาในการกระทำผิดในทางอาญาพิพากษายกฟ้อง ต่อมาวันที่ 24 พฤศจิกายน 2536 คู่ความทั้งสองฝ่ายต่างแถลงว่าไม่ติดใจสืบพยาน โดยขอให้ศาลรับฟังข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานในคดีอาญา ศาลชั้นต้นเห็นว่าศาลฎีกามิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าโจทก์หรือจำเลยมีสิทธิครอบครองในที่พิพาทและโจทก์ซึ่งมีภาระการพิสูจน์ตามประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวไม่สืบพยาน จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่พิพาท พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 3เห็นว่าการที่คู่ความต่างแถลงไม่สืบพยานนั้นด้วยวัตถุประสงค์ที่จะอ้างอิงพยานหลักฐานที่นำสืบกันมาแล้วในสำนวนคดีอาญา ให้ศาลนำมาวินิจฉัยคดีโดยไม่ติดใจสืบพยานใด ๆ เพิ่มเติมในคดีนี้อีก ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและบังคับได้ตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนคดีส่วนอาญาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองในที่พิพาท พิพากษากลับให้โจทก์ชนะคดี มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่าการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาทโดยมิได้ถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 หรือไม่นั้น เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 บัญญัติว่า "ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา" ตามบทบัญญัติดังกล่าว ได้บัญญัติเกี่ยวกับการรับฟังข้อเท็จจริงของคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาไว้อย่างชัดแจ้งว่า ในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา และคำพิพากษาคดีส่วนอาญานั้นจะต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเป็นยุติการใดแล้ว จึงจะให้คดีส่วนแพ่งต้องถือข้อเท็จจริงตามนั้นได้ สำหรับคดีนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีส่วนอาญายังมิได้ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติเพียงพอที่จะถือมาเป็นข้อวินิจฉัยในคดีส่วนแพ่งได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 แต่เมื่อโจทก์จำเลยต่างแถลงไม่ติดใจสืบพยาน และขอให้ศาลฟังข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานในคดีอาญาดังนี้ศาลจึงนำเอาข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่โจทก์จำเลยนำสืบในคดีอาญามาเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้เพื่อการวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังที่คู่ความแถลงรับกันได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยคดีโดยไม่ถือตามผลในคดีอาญา แต่วินิจฉัยข้อเท็จจริงโดยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในคดีอาญาจึงชอบแล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาทหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ที่พิพาทภายในเขตเส้นสีแดงเนื้อที่ประมาณ 9 ไร่ 2 งาน 55 ตารางวา ตามแผนที่พิพาท จำเลยกับพวกใช้รถแทรกเตอร์และรถแบคโฮเข้าไปไถขุด และค่าเสียหายของโจทก์เป็นเงิน 10,000 บาท ปัญหาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาทหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องต้องกันและสมเหตุผล ไม่มีข้อให้ระแวงว่าจะกลั่นแกล้งจำเลยให้ได้รับความเสียหายและพยานโจทก์ทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารสอดคล้องต่างกันมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาทพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ดีกว่าพยานโจทก์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการสุดท้ายว่า โจทก์ใช้สิทธิฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองภายในระยะเวลา 1 ปีหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า วันเกิดเหตุคือวันที่ 7 พฤศจิกายน 2531 ถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2531 จำเลยใช้รถแทรกเตอร์และรถแบคโฮเข้าไปไถขุดที่พิพาท จึงถือว่า จำเลยเข้าไปแย่งการครอบครองที่พิพาทนับแต่วันดังกล่าว เมื่อนับถึงวันที่โจทก์ฟ้องคือวันที่ 13 มกราคม2532 จึงยังไม่เกินระยะเวลา 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง โจทก์จึงไม่ขาดสิทธิฟ้องร้อง พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5340/2540 นาย สมบัติ อินทร์ แก้ว โจทก์ นาย เค่งหยิ่นหรือเหนียวหรือวรพ ณ ชอบ บุญ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย สมบัติ อินทร์ แก้ว · จำเลย - นาย เค่งหยิ่นหรือเหนียวหรือวรพ ณ ชอบ บุญ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อร่าม หุตางกูร · ไพศาล รางชางกูร · สมพล สัตยาอภิธาน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4715/2542ฎีกา 5473/2548ฎีกา 3996/2541ฎีกา 3206/2537ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1000/2505ฎีกา 2135/2518ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 5712/2541ฎีกา 2709/2538ฎีกา 1131/2502ฎีกา 848/2534ฎีกา 533/2521ฎีกา 1616/2522ฎีกา 4484/2536ฎีกา 2169/2523ฎีกา 4085/2559ฎีกา 1348/2508ฎีกา 4303/2530ฎีกา 2792/2535ฎีกา 459/2546ฎีกา 5285/2537ฎีกา 1065/2513
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา