⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5352/2540

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5352/2540

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีก่อนแล้วว่าโจทก์ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องขับไล่จำเลยซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิจากจำเลยในคดีก่อนออกจากที่ดินพิพาทเดิม ถือเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

เมื่อปี 2517 โจทก์ฟ้องขับไล่สามีจำเลยออกจากที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 2021 ของโจทก์ซึ่งให้สามีจำเลยเช่า สามีจำเลยต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเดิมเป็นที่รกร้างว่างเปล่า สามีจำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ ไม่ใช่ที่ดินตามโฉนดดังกล่าว ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของสามีจำเลย และอยู่นอกเขตโฉนดเลขที่ 2021โจทก์ไม่มีสิทธิใด ๆ ในที่ดินพิพาท ให้ยกฟ้องโจทก์ การที่โจทก์มาฟ้องขับไล่จำเลยในคดีนี้ออกจากที่ดินพิพาทอีกนั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยในคดีนี้เป็นภรรยาของจำเลยในคดีก่อนและได้ร่วมครอบครองที่ดินพิพาทกับจำเลยในคดีก่อนตลอดมาจนกระทั่งจำเลยในคดีก่อนถึงแก่ความตาย จากนั้นจำเลยในคดีนี้ได้ครอบครองที่ดินพิพาทสืบต่อมา จำเลยในคดีนี้จึงเป็นผู้สืบสิทธิจากจำเลยในคดีก่อน ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยในคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกันกับคดีก่อน ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำ ซึ่งต้องห้ามมิให้ฟ้องร้องตาม ป.วิ.พ.มาตรา 148

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐๒๑ เนื้อที่๓๓ ไร่ ๒๐ ตารางวา เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๓๓ โจทก์ยื่นคำขอรังวัดเพื่อสอบเขตที่ดินแปลงดังกล่าว ต่อมาวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๓๓ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรีมาทำการรังวัด จำเลยคัดค้านว่าที่ดินที่โจทก์นำรังวัดบางส่วนทางทิศตะวันออกเนื้อที่ ๑๘ ไร่ ๑ งาน ๔๔ ตารางวา เป็นที่ดินที่จำเลยครอบครองอยู่ โจทก์จึงทราบว่าจำเลยบุกรุกเข้ามาในที่ดินของโจทก์ โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยออกไปจำเลยเพิกเฉยทำให้โจทก์ขาดประโยชน์จากการนำไปให้เช่าเดือนละ ๒๐,๐๐๐บาท ขอให้บังคับจำเลยไปถอนคำคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐๒๑หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยรื้อถอนและขนย้ายสิ่งปลูกสร้างพร้อมทั้งบริวารออกไปจากที่ดินดังกล่าว ห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไปให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนและขนย้ายสิ่งปลูกสร้างพร้อมทั้งบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การว่า ที่ดินตามฟ้องเป็นของจำเลย จำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์และปลูกบ้านอยู่อาศัยมาตั้งแต่ปี ๒๔๙๑ จนถึงปัจจุบันและได้สิทธิในที่ดินดังกล่าวตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๒๘๐/๒๕๒๓ ไม่ได้บุกรุกที่ดินของโจทก์ ที่ดินพิพาทหากให้เช่าจะได้ค่าเช่าไร่ละไม่เกิน ๒๐๐ บาท ต่อปี ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำเพราะศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาแล้วว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยเป็นภรรยานายอินทร์ ไชยอุด ตามใบสำคัญการสมรสเอกสารหมาย ล.๒ เมื่อปี ๒๕๑๗โจทก์ฟ้องขับไล่สามีจำเลยออกจากที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐๒๑ ตำบลหนองบอนแดง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรีของโจทก์ซึ่งให้สามีจำเลยเช่าสามีจำเลยต่อสู้ว่าที่ดินพิพาท เดิมเป็นที่รกร้างว่างเปล่า สามีจำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ ไม่ใช่ที่ดินตามโฉนดดังกล่าวศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของสามีจำเลย และอยู่นอกเขตโฉนดเลขที่ ๒๐๒๑ โจทก์ไม่มีสิทธิใด ๆ ในที่ดินพิพาท ให้ยกฟ้องโจทก์ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๒๘๐/๒๕๒๓ ต่อมาวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๓๓ โจทก์โดยนางสาวดวงพร ขจรไชยกุล พี่โจทก์นำช่างรังวัดมารังวัดที่ดินพิพาทอ้างว่าเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐๒๑ จำเลยคัดค้านการรังวัดว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยกับสามีจำเลย ครั้นวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๓๔ สามีจำเลยถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นโจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า การที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยในคดีนี้ออกจากที่ดินพิพาทเป็นการฟ้องซ้ำกับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๒๘๐/๒๕๒๓ ซึ่งโจทก์ฟ้องขับไล่สามีจำเลยออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่าจำเลยในคดีนี้เป็นภรรยาของจำเลยในคดีก่อนได้ร่วมครอบครองที่ดินพิพาทกับจำเลยในคดีก่อนตลอดมาจนกระทั่งจำเลยในคดีก่อนถึงแก่ความตาย จากนั้นจำเลยในคดีนี้ได้ครอบครองที่ดินพิพาทสืบต่อมา จำเลยในคดีนี้จึงเป็นผู้สืบสิทธิจากจำเลยในคดีก่อนถือได้ว่าโจทก์และจำเลยในคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกันกับคดีก่อน การที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทจึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๒๘๐/๒๕๒๓จึงต้องห้ามมิให้ฟ้องร้องอีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าเหตุคดีนี้จำเลยเพิ่งคัดค้านการรังวัดเมื่อปี ๒๕๓๓ จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำนั้น ข้ออ้างนี้โจทก์ไม่ได้ยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบ ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๔๙ วรรคแรก ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5352/2540 นายบรรจง ขจรไชยกุล โจทก์ นายเฮี้ยง ไชยอุด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายบรรจง ขจรไชยกุล · จำเลย - นายเฮี้ยง ไชยอุด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อำนวย เต้พันธ์ · อร่าม หุตางกูร · สุนทร สิทธิเวชวิจิตร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดชลบุรี - นายสถาพร ดาโรจน์ · ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ - นายอัธยา ดิษยบุตร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2354/2566ฎีกา 2570/2554ฎีกา 345/2495ฎีกา 2779/2544ฎีกา 26/2524ฎีกา 4742/2553ฎีกา 945/2504ฎีกา 1030/2509ฎีกา 2585/2525ฎีกา 3195/2540ฎีกา 5283/2540ฎีกา 3785/2545ฎีกา 7706/2548ฎีกา 1182/2491ฎีกา 4549/2540ฎีกา 4991/2552ฎีกา 1228/2539ฎีกา 1081/2549ฎีกา 1642/2545ฎีกา 261/2506ฎีกา 1592/2521ฎีกา 218/2481ฎีกา 3895/2533ฎีกา 265/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา