⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7085/2540

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7085/2540

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้มีอำนาจพิเศษที่ประสงค์จะขัดขวางการบังคับคดี ต้องยื่นคำร้องต่อศาลตามกฎหมาย และสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นภายหลังคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ไม่สามารถนำมาใช้เป็นเหตุให้เพิกถอนการบังคับคดีได้

ย่อคำพิพากษา

แม้ผู้ร้องที่ 1 จะมีสิทธิได้รับมรดกในที่ดินพิพาทของโจทก์ที่ 1 และผู้ร้องที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทในส่วนทางด้านทิศตะวันออกโดยผู้ร้องที่ 1มารดายกให้ก็ตาม แต่ในชั้นนี้เป็นชั้นบังคับคดีซึ่งโจทก์ขอให้บังคับแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับบริวาร เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 รื้อถอนโรงเรือนออกไปแล้ว คงเหลือเพียงบริวารซึ่งเป็นผู้เช่าที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 และปลูกสร้างโรงงานในที่ดินพิพาทมาแต่เดิมอันเป็นผู้ที่จะต้องถูกบังคับในคดีนี้ มิใช่ผู้ร้องทั้งสอง ส่วนที่ผู้เช่าทั้งสามดังกล่าวทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากผู้ร้องทั้งสองภายหลังที่ศาลฎีกาพิพากษาแล้วกรณีจะทำให้ผู้เช่าทั้งสามไม่ต้องรื้อถอนโรงงานออกไปหรือไม่เป็นเรื่องที่ ผู้เช่าทั้งสามจะต้องเป็นผู้มายื่นคำร้องเพื่อแสดงอำนาจพิเศษ ต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296จัตวา (3) ส่วนที่ตามสัญญาเช่าซึ่งผู้ช่าทั้งสามยอมยกสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องทั้งสองผู้ให้เช่านั้น เป็นเรื่องระหว่างผู้ร้องทั้งสองกับผู้เช่าที่จะต้องไปว่ากล่าวกันเอง ผู้ร้องทั้งสองไม่มีสิทธิมายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้รื้อถอนโรงเรือนในที่ดินพิพาท

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.296

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสามซึ่งคดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับบริวารรื้อถอนโรงเรือนออกไป และห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 3 ในฐานะนายอำเภอเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2300 ซึ่งออกให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้นเสีย ส่วนคดีสำหรับโจทก์ที่ 2 ถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์โดยศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นของโจทก์ที่ 2 หรือโจทก์ที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้ยกฟ้องสำหรับโจทก์ที่ 2 ต่อมาวันที่ 4 เมษายน 2533นางเนือง นาคนวลหรือชนชนะ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 1ขอให้ออกหมายบังคับคดีเพื่อบังคับตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวหลังจากนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ปิดประกาศขับไล่และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับบริวารรื้อถอนโรงเรือนออกไปจากที่ดินพิพาทภายในวันที่ 23 มีนาคม 2535 ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องที่ 1 เป็นมารดาโจทก์ที่ 1 มีสิทธิได้รับมรดกในที่ดินพิพาทของโจทก์ที่ 1 ร่วมกับนางสาวยุภาภรณ์ ชนชนะ บุตรโจทก์ที่ 1 คนละครึ่ง ซึ่งหลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้ว ผู้ร้องที่ 1 ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทครึ่งหนึ่งทางด้านทิศตะวันตกตลอดมา ส่วนโรงเรือนในที่ดินพิพาทส่วนนี้เป็นของผู้ร้องที่ 1 สำหรับผู้ร้องที่ 2เป็นของโจทก์ที่ 2 ในคดีซึ่งเป็นเจ้าของร่วมกับโจทก์ที่ 1ในที่ดินพิพาท โดยส่วนของผู้ร้องที่ 2 อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินพิพาท และโรงเรือนที่อยู่ในที่ดินพิพาทส่วนนี้เป็นของผู้ร้องที่ 2 ผู้ร้องทั้งสองอยู่ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของผู้ร้องทั้งสองเอง มิได้อาศัยสิทธิหรือเป็นบริวารของจำเลยการบังคับคดีได้เสร็จสิ้นแล้วโดยจำเลยที่ 2 ได้รื้อถอนโรงเรือนออกไปตั้งแต่ปี 2533 และไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีก ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนหมายบังคับคดีและประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้รื้อถอนโรงเรือนที่ดินพิพาท โจทก์ที่ 1 โดยนางเนือง นาคนวลหรือชนชนะ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องทั้งสองไม่ใช่ผู้จัดการมรดกของโจทก์ที่ 1 ข้อที่ผู้ร้องที่ 1 อ้างว่าเป็นมารดาโจทก์ที่ 1 นั้น จะมีสิทธิรับมรดกของโจทก์ที่ 1 หรือไม่ เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวแก่ผู้จัดการมรดกของโจทก์ที่ 1 ผู้ร้องที่ 1 จะมีสิทธิได้รับมรดกของโจทก์ที่ 1 หรือไม่ ก็ยังไม่แน่ชัด ส่วนผู้ร้องที่ 2 ศาลได้วินิจฉัยแล้วว่าไม่มีอำนาจฟ้อง ซึ่งเท่ากับไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้รื้อถอนโรงเรือนในที่ดินพิพาทนั้นเสีย ส่วนหมายบังคับคดีได้ออกตามคำพิพากษาโดยชอบ ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอน โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง ผู้ร้องทั้งสองฎีกา ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องที่ 1 ถึงแก่กรรม ผู้ร้องที่ 2ผู้จัดการมรดกของผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนศาลฎีกาอนุญาต ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่มิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังยุติได้ว่า ผู้ร้องที่ 1 เป็นมารดาโจทก์ที่ 1 และผู้ร้องที่ 2 เดิมนางสาวธิติมา นางสาวสุมณฑา และนางสาวสุวรรณีเช่าที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 และปลูกสร้างโรงงานในที่ดินพิพาท ต่อมาโจทก์ที่ 1 กับผู้ร้องที่ 2 ร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวก ระหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 1ถึงแก่กรรม นางเนื่องซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ที่ 1เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 1 ที่สุดศาลฎีกาพิพากษาว่าโจทก์ที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ให้จำเลยที่ 1และที่ 2 กับบริวารรื้อถอนโรงเรือนออกไป หลังจากนั้นโจทก์ที่ 1ได้บังคับคดีซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รื้อถอนโรงเรือนออกไปแล้ว ส่วนนางสาวธิติมา นางสาวสุมณฑา และนางสาวสุวรรณียังไม่ได้รื้อถอนโรงงานออกไป แต่ได้ทำสัญญาเช่าใหม่ โดยนางสาวธิติมาและนางสาวสุวรรณีทำสัญญาเช่าที่ดินในส่วนที่โรงงานของตนตั้งอยู่จากผู้ร้องที่ 1 ส่วนนางสาวสุมณฑาทำสัญญาเช่าที่ดินในส่วนที่โรงงานของตนตั้งอยู่จากผู้ร้องที่ 2 คดีมีปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องทั้งสองว่า ผู้ร้องทั้งสองมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้รื้อถอนโรงเรือนในที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้ร้องที่ 1 จะมีสิทธิได้รับมรดกในที่ดินพิพาทของโจทก์ที่ 1โดยเป็นมารดาโจทก์ที่ 1 เพราะโจทก์ที่ 1 ถึงแก่กรรม และผู้ร้องที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทในส่วนทางด้านทิศตะวันออกโดยผู้ร้องที่ 1 มารดายกให้ก็ตาม แต่ในชั้นนี้เป็นชั้นบังคับคดีซึ่งบังคับแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับบริวารเมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 รื้อถอนโรงเรือนออกไปแล้ว คงเหลือบริวารที่ยังไม่ได้รื้อถอนโรงงานออกไป ซึ่งบริวารคือนางสาวธิติมา นางสาวสุมณฑา และนางสาวสุวรรณีผู้เช่าที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 และปลูกสร้างโรงงานในที่ดินพิพาทมาแต่เดิมอันเป็นผู้ที่จะต้องถูกบังคับ มิใช่ผู้ร้องทั้งสอง ส่วนที่ผู้เช่าทั้งสามดังกล่าวทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากผู้ร้องทั้งสองภายหลังที่ศาลฎีกาพิพากษาแล้วกรณีจะทำให้ผู้เช่าทั้งสามไม่ต้องรื้อถอนโรงงานออกไปหรือไม่เป็นเรื่องที่ผู้เช่าทั้งสามจะต้องเป็นผู้มายื่นคำร้องเพื่อแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 296 จัตวา (3) ส่วนที่ตามสัญญาเช่าซึ่งผู้เช่าทั้งสามยอมยกสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องทั้งสองผู้ให้เช่านั้น เป็นเรื่องระหว่างผู้ร้องทั้งสองกับผู้เช่าที่จะต้องไปว่ากล่าวกัน ผู้ร้องทั้งสองไม่มีสิทธิมายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้รื้อถอนโรงเรือนในที่ดินพิพาท พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7085/2540 นาย สำรอง ชน ชนะ โจทก์ นาง สุข สม รูป หรือ ชน ชนะ โดย นาง เซี้ยน ผู้ร้อง ผู้ เข้า เป็น คู่ความ แทน กับพวก ผู้ร้อง นาย ตุ้น นิยะกิจ โดยนายเติมหรือจงรักษ์ นิยะ กิจ จำเลย ผู้ เข้า เป็น คู่ความ แทน กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย สำรอง ชน ชนะ · ผู้ร้อง - นาง สุข สม รูป หรือ ชน ชนะ โดย นาง เซี้ยน · ผู้ร้อง - ผู้ เข้า เป็น คู่ความ แทน กับพวก · จำเลย - นาย ตุ้น นิยะกิจ โดยนายเติมหรือจงรักษ์ นิยะ กิจ · จำเลย - ผู้ เข้า เป็น คู่ความ แทน กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จรัญ หัตถกรรม · สมปอง เสนเนียม · ผล อนุวัตรนิติการ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2962/2529ฎีกา 835/2549ฎีกา 5907/2537ฎีกา 950/2540ฎีกา 7521/2537ฎีกา 5004/2540ฎีกา 2566/2535ฎีกา 5739/2534ฎีกา 73/2527ฎีกา 5874/2550ฎีกา 3793/2535ฎีกา 4922/2537ฎีกา 2746/2534ฎีกา 6157/2544ฎีกา 3231/2550ฎีกา 5968/2534ฎีกา 1155/2537ฎีกา 9660/2544ฎีกา 4989/2533ฎีกา 9037/2544ฎีกา 1765/2567ฎีกา 3213/2528ฎีกา 6956/2552ฎีกา 4913/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา