⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 958/2540

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 958/2540

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การขายทอดตลาดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะสมบูรณ์และชอบด้วยกฎหมาย หากเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด และไม่มีการสมยอมกันหรือการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายในการประมูล

ย่อคำพิพากษา

ในวันขายทอดตลาดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีผู้สนใจประมูลประมาณ20คนเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้อ่านประกาศขายทอดตลาดและข้อสัญญาตลอดจนคำเตือนให้ผู้สนใจทราบทุกคนแล้วมีผู้เข้าสู้ราคาเพียง2คนคืออ. และโจทก์ซึ่งอ.เป็นผู้เสนอราคาสูงสุดเป็นเงิน14,100,000บาทสูงกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีและสำนักงานวางทรัพย์เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเคาะไม้ขายไปในราคาดังกล่าวทั้งไม่ปรากฏว่าการขายทอดตลาดครั้งนี้มีการสมยอมกันแต่อย่างใดและเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ไม่ได้กระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับคดีอีกด้วยที่จำเลยที่1อ้างมาในฎีกาว่าการประมูลมีการกดราคาและสู้ราคาในอัตราที่ต่ำกว่าความเป็นจริงนั้นเมื่อมีการขายทอดตลาดถึง18ครั้งจำเลยที่1กับพวกก็หาได้ขวนขวายหาผู้มาประมูลตามที่จำเลยที่1อ้างแต่อย่างใดไม่จึงถือได้ว่าการขายทอดตลาดเป็นอันสมบูรณ์และชอบด้วยกฎหมายแล้วไม่มีเหตุที่จะขอให้ยกเลิกการขายทอดตลาดใหม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.296

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 6,000,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยโดยขอผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละ 307,000 บาท หากผิดนัดสองงวดติดต่อกัน ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้บังคับคดีได้ทันทีต่อมาจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ขอบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2ซึ่งเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 43577, 36792, 36870, 37164 ถึง 37167รวม 7 แปลง เนื้อที่ 105 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวขายทอดตลาด เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2537นายอนุศักดิ์ ปานพูนทรัพย์ เป็นผู้ซื้อได้ โดยให้ราคาสูงสุดเป็นเงิน 14,100,000 บาท จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า ภายหลังจากที่มีผู้ให้ราคาสูงสุดเป็นเงิน 14,100,000 บาท จำเลยที่ 2 ได้คัดค้านราคาว่ายังต่ำกว่าราคาซื้อขายในท้องตลาดมาก นอกจากนี้เจ้าพนักงานบังคับคดียังได้ดำเนินการขายทอดตลาดไปโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย กล่าวคือ ในวันขายทอดตลาดเจ้าพนักงานบังคับคดีทำรายงานว่า ราคาประเมินของกรมที่ดินตารางวาละ 4,000 บาทซึ่งความจริงแล้ว สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางเขนได้กำหนดราคาประเมินที่ดินเพื่อใช้เป็นทุนทรัพย์สำหรับเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ตารางวาละ22,500 บาท อีกทั้งปัจจุบันราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้ง 7 แปลงนี้ สามารถซื้อขายได้ไม่ต่ำกว่าแปลงละ 4,000,000ถึง 5,000,000 บาท นอกจากนี้โจทก์กับผู้ซื้อได้ร่วมกันฉ้อฉลโดยโจทก์เข้าสู้ราคาเองและประมูลคู่กับผู้ซื้อเพียงสองคนในลักษณะสมยอมและไม่คัดค้านราคาซื้อขายซึ่งต่ำกว่าความเป็นจริงถือว่าซื้อขายไม่สุจริต ขอให้มีคำสั่งขายทอดตลาดใหม่ และสั่งงดการทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 7 แปลงแก่ผู้ซื้อจนกว่าศาลจะวินิจฉัยชี้ขาด โจทก์คัดค้านว่า การขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นไปตามระเบียบโดยชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง ผู้ซื้อทรัพย์คัดค้านว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการขายทอดตลาดโดยปฏิบัติตามระเบียบและถูกต้องตามกฎหมายทั้งโจทก์กับผู้ซื้อไม่รู้จักกัน ผู้ซื้อได้ซื้อทรัพย์โดยสุจริตและได้ประมูลซื้อในราคาสูงสุดกว่าทุกครั้ง นอกจากนี้ยังสูงกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดี ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ววินิจฉัยว่า ราคาที่ขายทอดตลาดเหมาะสมใกล้เคียงกับราคาประเมินของสำนักงานวางทรัพย์กลาง จำเลยทั้งสามนำสืบฟังไม่ได้ว่าโจทก์สมรู้กับผู้ซื้อทรัพย์ เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทรัพย์พิพาทชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสาม จำเลย ที่ 1 และ ที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน จำเลย ที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่ปรากฏในสำนวนรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2528 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 43577, 36870, 36792, 37167แขวงอนุสาวรีย์ (กูบแดง) เขตบางเขน กรุงเทพมหานครพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นตึกแถว 4 ชั้น รวม 7 คูหา เปิดทะลุถึงกันเนื้อที่ดินรวม 105 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2ประเมินราคาสิ่งปลูกสร้างไว้ 2,100,000 บาท ตามบัญชียึดทรัพย์ฉบับลงวันที่ 16 มกราคม 2528 และประเมินราคาที่ดินไว้ตารางวาละ4,000 บาท เนื้อที่ 105 ตารางวา เป็นเงิน 420,000 บาทตามรายการยึดที่ดินเอกสารหมาย ล.3 รวมเป็นราคาประเมินทั้งสิ้นในขณะยึดทรัพย์ 2,520,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดไปรวม 17 ครั้งแล้ว แต่จำเลยที่ 2 คัดค้านว่าต่ำไปขอเลื่อนการขายใหม่ ต่อมาวันที่ 18 มกราคม 2537 เป็นการขายทอดตลาดครั้งที่ 18 มี นายอนุศักดิ์ ปานพูนทรัพย์ เป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้โดยให้ราคาสูงสุด 14,100,000 บาท ตามรายงานการขายอสังหาริมทรัพย์เอกสารหมาย ล.1 อนึ่ง สำนักงานวางทรัพย์กลางประเมินราคาที่ดินไว้ 8,006,250 บาท สิ่งปลูกสร้างราคา5,069,400 บาท รวมราคา 13,075,650 บาท ส่วนเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางเขน ได้ประเมินราคาที่ดินเพื่อใช้เป็นทุนทรัพย์สำหรับเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ซึ่งให้กำหนดใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 เป็นต้นไปมีราคาตารางวาละ 22,500 บาท ตามหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินเอกสารหมาย ล.2 ที่ดินจึงมีราคาประเมิน 2,362,500 บาทตามเอกสารหมาย ล.2 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1ว่า การขายทอดตลาดเป็นไปโดยไม่ชอบและราคาขายต่ำไปหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 นางนงนุชวิเศษพุทธศาสตร์ นายอุดร สังวาลย์เพชร นายสมศักดิ์ สูทกวาทินและนางอุ๋ย วิยะกัน พยานจำเลยเพียงเบิกความลอย ๆ เท่านั้นในทำนองคาดการณ์เองว่า หากขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 จะขายได้ห้องละ 4,000,000 บาท ถึง 5,000,000 บาทโดยไม่มีหลักฐานอื่นสนับสนุน ส่วนราคาประเมินตามเอกสารหมาย ล.7นั้น เป็นที่ดินของจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ที่นำออกขายทอดตลาดคดีนี้ โดยเป็นคนละแปลงกันเมื่อการขายทอดตลาดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคดีนี้ได้มีการประกาศขายมาถึง 17 ครั้งแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดให้ราคาสูงดังที่จำเลยที่ 1 อ้างแต่ตามรายงานของเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งเป็นการขายทอดตลาดครั้งที่ 18 ฉบับลงวันที่ 18 มกราคม 2537 ปรากฏข้อเท็จจริงว่าในวันขายทอดตลาดมีผู้สนใจประมูลประมาณ 20 คน เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้อ่านประกาศขายทอดตลาดและข้อสัญญาตลอดจนคำเตือนให้ผู้สนใจทราบทุกคนแล้ว โดยมีผู้เข้าสู้ราคาเพียง 2 คน คือนายอนุศักดิ์และโจทก์ ในที่สุดนายอนุศักดิ์เป็นผู้เสนอราคาสูงสุดเป็นเงิน 14,100,000 บาท โดยสูงกว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีและสำนักงานวางทรัพย์ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเคาะไม้ขายไปในราคาดังกล่าว ทั้งไม่ปรากฏว่าการขายทอดตลาดครั้งนี้มีการสมยอมกันแต่อย่างใด และเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ไม่ได้กระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับคดีอีกด้วยกรณีจึงถือไม่ได้ว่าการขายทอดตลาดเป็นอันสมบูรณ์และชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุที่จะขอให้ยกเลิกการขายทอดตลาดใหม่ และจำเลยที่ 1อ้างมาในฎีกาว่าการประมูลมีการกดราคาและสู้ราคาในอัตราที่ต่ำกว่าความเป็นจริงนั้น เมื่อมีการขายทอดตลาดถึง 18 ครั้ง เช่นนี้จำเลยที่ 1 กับพวกก็หาได้ขวนขวายหาผู้มาประมูลตามที่จำเลยที่ 1อ้างแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกคำร้องของจำเลยนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 958/2540 บริษัท เงินทุน ไทยธนากรทรัสต์ จำกัด โจทก์ นาง เรณู ปาลวัฒน์วิไชย กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท เงินทุน ไทยธนากรทรัสต์ จำกัด · จำเลย - นาง เรณู ปาลวัฒน์วิไชย กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประกาศ บูรพางกูร · ปรีชา เฉลิมวณิชย์ · ธีระจิต ไชยาคำ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2962/2529ฎีกา 835/2549ฎีกา 5907/2537ฎีกา 950/2540ฎีกา 7521/2537ฎีกา 5004/2540ฎีกา 2566/2535ฎีกา 5739/2534ฎีกา 73/2527ฎีกา 5874/2550ฎีกา 3793/2535ฎีกา 4922/2537ฎีกา 2746/2534ฎีกา 6157/2544ฎีกา 3231/2550ฎีกา 5968/2534ฎีกา 1155/2537ฎีกา 9660/2544ฎีกา 4989/2533ฎีกา 9037/2544ฎีกา 1765/2567ฎีกา 3213/2528ฎีกา 6956/2552ฎีกา 4913/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ