⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1373/2541

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1373/2541

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากพยานหลักฐานยังเป็นที่สงสัยตามสมควรว่าจำเลยเป็นผู้มีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครองหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้เป็นผลดีแก่จำเลย

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ไม่มีพยานที่เห็นว่าจำเลยเป็นผู้นำเฮโรอีนของกลางไปซุกซ่อนไว้ใต้ต้นปาล์ม เฮโรอีนของกลางที่ยึดได้อยู่ห่างบ้านจำเลยถึง 15 เมตร และซุกซ่อนอยู่ในถุงพลาสติกครอบด้วยกะลามะพร้าวใต้ต้นปาล์มติดแนวเขตที่ดินจำเลยซึ่งปกติย่อมยากที่เจ้าพนักงานตำรวจจะตรวจค้นพบได้นอกจากเจ้าพนักงานตำรวจจะทราบล่วงหน้าถึงสถานที่ซุกซ่อนเฮโรอีนของกลาง แต่ก็ไม่ปรากฏว่าเช่นว่านั้นทำให้เป็นที่สงสัย และหากเฮโรอีนของกลางเป็นของจำเลยก็น่าจะซุกซ่อนในที่ที่ปลอดภัยกว่านี้ไม่น่าจะซุกซ่อนใกล้ชิดกับแนวเขตที่ดินของผู้อื่นโดยไม่มีรั้วกั้นเขตแดนและเป็นที่โล่งแจ้งซึ่งความปลอดภัยมีน้อยอีกทั้งสถานที่พบเฮโรอีนของกลางอยู่ห่างจากบ้านจำเลยโดยมี สวนกาแฟคั่นใกล้แนวเขตที่ดินของผู้อื่นและไม่มีรั้วกั้นโอกาสที่ผู้อื่นจะนำมาซุกซ่อนย่อมเป็นไปได้ไม่ยาก ทั้งในการตรวจค้นจำเลยก็นำตำรวจค้นโดยมิได้ขัดขืนแต่ประการใดและจำเลยให้การปฏิเสธตลอดมาว่าเฮโรอีนของกลางมิใช่ของจำเลย ประกอบกับใบบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุแผนที่แสดงสถานที่ เกิดเหตุและภาพถ่ายประกอบคดีไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลย หลบหนีหรือแสดงจุดที่จับกุมจำเลยได้ พยานหลักฐานโจทก์จึงยัง เป็นที่สงสัยตามสมควรว่าเฮโรอีนของกลางจำเลยเป็นผู้ที่มี ไว้ในครอบครองหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้เป็น ผลดีแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 วรรคสอง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 7, 8, 15, 66, 67 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67จำคุก 1 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจได้ตรวจค้นบ้านจำเลยเพื่อค้นและยึดสิ่งของผิดกฎหมายตามหมายค้นเอกสารหมาย จ.2 ผลของการตรวจค้นไม่พบสิ่งของผิดกฎหมายภายในบ้านของจำเลยแต่พบเฮโรอีนของกลางบรรจุอยู่ในหลอดกาแฟชนิดปิดหัวท้าย 10 หลอด แต่ละหลอดมีความยาวประมาณ 1 นิ้วใส่ถุงพลาสติกมีกะลามะพร้าวครอบอยู่ใต้ต้นปาล์มห่างจากบ้านจำเลยประมาณ 15 เมตร เฮโรอีนของกลางหนัก 0.13 กรัม ตามรายงานการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย จ.3 คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ ซึ่งในปัญหาดังกล่าวตามคำเบิกความของจ่าสิบตำรวจมอง นุ่นสวัสดิ์ และสิบตำรวจโทประสิทธิ์ จิตตการ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ ผู้จับกุมจำเลยได้ความว่าเฮโรอีนของกลางใส่ไว้ในถุงพลาสติกมีกะลามะพร้าวครอบอยู่ และตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ เอกสารหมาย จ.7 และภาพถ่ายประกอบคดีหมาย จ.8 ก็ระบุว่า จุดที่พบเฮโรอีนของกลางอยู่ใกล้กับหลักหมุดแสดงเขตแดนระหว่างที่ดินของจำเลยกับที่ดินข้างเคียงและบริเวณใต้ต้นปาล์มที่พบเฮโรอีนของกลางอยู่ระหว่างสวนกาแฟของจำเลยและสวนยางพาราในแนวเขตที่ดินของผู้อื่น เห็นว่า โจทก์ไม่มีพยานที่เห็นว่าจำเลยเป็นผู้นำเฮโรอีนของกลางไปซุกซ่อนไว้ใต้ต้นปาล์ม เฮโรอีนของกลางที่ยึดได้อยู่ห่างบ้านจำเลยถึง15 เมตร และซุกซ่อนอยู่ในถึงพลาสติกครอบด้วยกะลามะพร้าวใต้ต้นปาล์มติดแนวเขตที่ดินจำเลยซึ่งปกติย่อมยากที่เจ้าพนักงานตำรวจจะตรวจค้นพบได้ นอกจากเจ้าพนักงานตำรวจจะทราบล่วงหน้าถึงสถานที่ซุกซ่อนเฮโรอีนของกลาง แต่ก็ไม่ปรากฏเหตุเช่นว่านั้นทำให้เป็นที่สงสัย และหากเฮโรอีนของกลางเป็นของจำเลยก็น่าจะซุกซ่อนในที่ที่ปลอดภัยกว่านี้ ไม่น่าจะซุกซ่อนใกล้ชิดกับแนวเขตที่ดินของผู้อื่นโดยไม่มีรั้วกั้นเขตแดนและเป็นที่โล่งแจ้งซึ่งความปลอดภัยมีน้อย อีกทั้งสภาพที่พบเฮโรอีนของกลางอยู่ห่างบ้านจำเลยโดยมีสวนกาแฟคั่นใกล้แนวเขตที่ดินของผู้อื่นและไม่มีรั้วกั้นโอกาสที่ผู้อื่นจะนำมาซุกซ่อนย่อมเป็นไปได้ไม่ยาก ทั้งในการตรวจค้นจำเลยก็นำตรวจค้นโดยมิได้ขัดขืนแต่ประการใด จำเลยให้การปฏิเสธตลอดมาว่าเฮโรอีนของกลางมิใช่ของจำเลย ส่วนที่โจทก์นำสืบและฎีกาว่าขณะจับจำเลยหลบหนีและจับจำเลยได้ห่างบ้านจำเลย100 เมตร อันเป็นพิรุธนั้นก็เป็นเพียงคำเบิกความของจ่าสิบตำรวจมองและสิบตำรวจโทประสิทธิ์ ผู้จับกุมเท่านั้นแต่ไม่ปรากฏว่ามีการบันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวไว้เป็นหลักฐานแต่อย่างใด ในบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญา แผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ เอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 และภาพถ่ายประกอบคดีหมาย จ.8 ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยหลบหนีหรือแสดงจุดที่จับกุมจำเลยได้ จึงรับฟังว่าจำเลยหลบหนีไม่ได้พยานหลักฐานโจทก์จึงยังเป็นที่สงสัยตามสมควรว่าเฮโรอีนของกลางจำเลยเป็นผู้ที่มีไว้ในครอบครองหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้เป็นผลดีแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 วรรคสอง ไม่จำต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1373/2541 พนักงานอัยการ จังหวัด กระบี่ โจทก์ นาย ประทุม จันทร์ กลับ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด กระบี่ · จำเลย - นาย ประทุม จันทร์ กลับ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ · จรัญ หัตถกรรม · อรุณ น้าประเสริฐ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3027/2540ฎีกา 185/2535ฎีกา 98/2537ฎีกา 4979/2541ฎีกา 824/2535ฎีกา 1149/2536ฎีกา 1148/2534ฎีกา 240/2535ฎีกา 2963/2535ฎีกา 3284/2543ฎีกา 525/2541ฎีกา 831/2541ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7601/2540ฎีกา 2936/2543ฎีกา 2234/2535ฎีกา 6856/2544ฎีกา 362/2540ฎีกา 435/2535ฎีกา 7490/2540ฎีกา 66/2540ฎีกา 643/2531ฎีกา 199/2547ฎีกา 238/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ