⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2292/2541

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2292/2541

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การขับรถชนรถจักรยานยนต์โดยเล็งเห็นผลว่าจะเป็นการทำร้ายผู้เสียหาย ถือเป็นเจตนาทำร้ายร่างกาย

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยขับรถบรรทุกออกจากจุดจอดชนรถจักรยานยนต์ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเป็นเหตุให้ผู้เสียหายและรถจักรยานยนต์กระเด็นไปห่างจากจุดชน 2 ถึง 3 เมตรแสดงว่าจำเลยขับรถชนรถจักรยานยนต์ไม่แรง หลังจากขับรถจักรยานยนต์แล้วจำเลยขับรถหนีไปทันที หาได้ขับรถตามไปชน หรือทับผู้เสียหายขณะล้มอยู่บนถนนไม่ แสดงว่าจำเลยมีเจตนา ขับรถชนจักรยานยนต์โดยเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นว่าเป็น การทำร้ายผู้เสียหายเท่านั้น

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227 ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 ประมวลกฎหมายอาญา ม.289

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(2), 80, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522มาตรา 22, 139, 152 คืนรถบรรทุกหกล้อแก่เจ้าของ จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบกปฏิเสธข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือเพราะเหตุได้กระทำการตามหน้าที่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 296 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 22, 139 (ที่ถูกมาตรา 139(1), 152, 154 ที่ถูกมาตรา 154(2)) เป็นความผิดหลายกรรม เรียงกระทงลงโทษข้อหาทำร้ายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ลงโทษจำคุก 1 ปีข้อหาขับรถบรรทุกในเวลาห้าม ลงโทษปรับ 1,000 บาท ข้อหาขับรถฝ่าฝืนสัญญาณจราจร ลงโทษปรับ 1,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาขับรถบรรทุกในเวลาห้าม และข้อหาขับรถฝ่าฝืนสัญญาณจราจรเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงลงโทษข้อหาขับรถบรรทุกในเวลาห้าม ปรับ 500 บาท และข้อหาขับรถฝ่าฝืนสัญญาณจราจรปรับ 500 บาท รวมลงโทษจำเลย จำคุก 1 ปี ปรับ 1,000 บท คืนรถบรรทุกหกล้อของกลางแก่เจ้าของ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเฉพาะข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือเพราะเหตุได้กระทำการตามหน้าที่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยขับรถบรรทุกหกล้อหมายเลขทะเบียน 88-8849 กรุงเทพมหานคร โดยฝ่าฝืนข้อบังคับเจ้าพนักงานตำรวจจราจรซึ่งห้ามรถบรรทุกหกล้อเดินในเวลาห้ามและจำเลยขับรถคันดังกล่าวฝ่าฝืนสัญญาณจราจรไฟสีแดง ขณะนั้นสิบตำรวจตรีประยูร วิทยาผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจราจรและปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่เกิดเหตุเห็นการกระทำของจำเลยดังกล่าว ผู้เสียหายได้ขับรถจักรยานยนต์ไล่ติดตามรถคันดังกล่าวเพื่อจะจับจำเลยและติดตามไปทันขณะที่รถหยุดอยู่บริเวณปากซอยกำนันธารทิพย์ ผู้เสียหายได้บอกให้จำเลยจอดรถที่ข้างทางแล้วผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ไปจอดขวางหน้ารถไว้ในระยะใกล้กันเพียงเล็กน้อย จำเลยกลับขับรถชนท้ายรถจักรยานยนต์จนเป็นเหตุให้ทั้งรถจักรยานยนต์และผู้เสียหายกระเด็นไปทางด้านขวาของรถจำเลยและล้มอยู่บนถนน โดยผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและด้านท้ายรถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหายจากนั้นจำเลยขับรถหลบหนีไปทันที่ แต่ผู้เสียหายติดตามไปจับจำเลยได้คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยกระทำผิดข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือเพราะเหตุได้กระทำการตามหน้าที่หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายและนายปราโมทย์อ่ำสะอาด เป็นประจักษ์พยานเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่จำเลยขับรถเข้าชนรถจักรยานยนต์มีข้อความตอนหนึ่งตรงกันว่า ขณะนั้นจำเลยเพิ่งขับรถเคลื่อนที่ออกจากจุดที่หยุดรถ และนายปราโมทย์ก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านเกี่ยวกับความเร็วของรถที่จำเลยขับเคลื่อนที่ออกไปในขณะนั้นว่ามีความเร็วยังไม่มาก ดังนี้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าขณะที่จำเลยขับรถเข้าชนรถจักรยานยนต์นั้น จำเลยเพิ่งขับรถเคลื่อนที่ออกจากจุดที่หยุดรถตรงบริเวณที่ผู้เสียหายจอดรถจักรยานยนต์ขวางหน้ารถไว้โดยขับด้วยความเร็วยังไม่มาก ดังนี้ เมื่อรถจักรยานยนต์จอดขวางหน้ารถที่จำเลยขับในระยะใกล้กัน และได้ความตามที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยขับรถเข้าชนรถจักรยานยนต์นั้นเป็นเหตุให้ทั้งรถจักรยานยนต์และผู้เสียหายกระเด็นไปทางด้านขวาของรถจำเลยและล้มอยู่บนถนนห่างจากจุดชนประมาณ 2 ถึง 3 เมตรแสดงว่าจำเลยขับรถชนรถจักรยานยนต์ไม่แรงจึงหาใช่ว่าจำเลยขับรถเคลื่อนที่ออกไปโดยเร่งเครื่องยนต์อย่างแรงเพื่อให้รถพุ่งชนผู้เสียหายดังโจทก์ฎีกาไม่ หลังจากจำเลยขับรถชนรถจักรยานยนต์ดังกล่าวมาแล้วก็ปรากฏว่าจำเลยขับรถหลบหนีไปทันทีหาได้ขับรถตามไปชนหรือทับผู้เสียหายขณะล้มอยู่บนถนนไม่ การกระทำของจำเลยดังกล่าวแสดงว่า จำเลยมีเจตนาเพื่อขับรถชนรถจักรยานยนต์และย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นว่าเป็นการทำร้ายผู้เสียหายด้วยเท่านั้น หาได้มีเจตนาโดยประสงค์ต่อผลคือขับรถชนผู้เสียหายให้ถึงแก่ความตายดังโจทก์ฎีกาไม่ เพราะหากจำเลยมีเจตนาเช่นนั้นจำเลยก็คงขับรถตามไปชนหรือทับผู้เสียหายที่ล้มอยู่บนถนนเพื่อให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายสมดังเจตนาของจำเลย แต่จำเลยหาได้กระทำเช่นนั้นไม่ทั้ง ๆ ที่จำเลยมีโอกาสจะกระทำดังกล่าวมาแล้วได้การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2292/2541 พนักงานอัยการ สำนักงาน อัยการ สูงสุด โจทก์ นาย สม ชาย บัว พา คำ ผง หรือ บัว ผา คำ ผง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงาน อัยการ สูงสุด · จำเลย - นาย สม ชาย บัว พา คำ ผง หรือ บัว ผา คำ ผง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ไพศาล รางชางกูร · สมปอง เสนเนียม · พิธี อุปปาติก
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1597/2522ฎีกา 185/2535ฎีกา 2530/2527ฎีกา 824/2535ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1162/2508ฎีกา 729/2483ฎีกา 1148/2534ฎีกา 2963/2535ฎีกา 831/2541ฎีกา 3237/2543ฎีกา 530/2483ฎีกา 18654/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2292/2540ฎีกา 7601/2540ฎีกา 2936/2543ฎีกา 2234/2535ฎีกา 435/2535ฎีกา 6675/2531ฎีกา 5957/2530ฎีกา 693/2526ฎีกา 1189/2537ฎีกา 2724/2519
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ