⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5080/2541

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5080/2541

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่เจ้าพนักงานตำรวจให้ผู้ต้องหาหยิบสิ่งของผิดกฎหมายออกมาเอง ไม่ถือเป็นพิรุธ และบันทึกการจับกุมที่เจ้าพนักงานตำรวจจัดทำขึ้นถือเป็นเอกสารราชการที่น่าเชื่อถือ แม้ผู้ต้องหาจะไม่ได้ลงชื่อกำกับก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

พฤติการณ์ที่เจ้าพนักงานตำรวจให้จำเลยหยิบสิ่งของผิดกฎหมายออกมาจากกระเป๋ากางเกงของจำเลยโดยที่ตนไม่ตรวจค้นเสียเอง นับเป็นการกระทำที่รอบคอบ อันเป็นการป้องกันข้อกล่าวหาเรื่องเจ้าพนักงานตำรวจกลั่นแกล้งผู้ถูกจับอันอาจเกิดขึ้นได้ อีกทั้งสิ่งของผิดกฎหมายดังกล่าวจำเลยก็ไม่จำต้องขว้างทิ้งหรือทำลายเสียก่อนถูกจับเสมอไปเพราะเป็นเหตุผลส่วนตัวของผู้กระทำความผิดแต่ละรายซึ่งไม่เหมือนกัน พฤติการณ์ดังกล่าวจึงไม่เป็นพิรุธแก่ คดีโจทก์ บันทึกการจับกุมเป็นเอกสารราชการซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจเป็นผู้จัดทำขึ้นไม่มีบทบัญญัติหรือกฎข้อบังคับใดกำหนดให้ผู้ต้องหาลงชื่อกำกับในกรณีมีการตกเติมข้อความในบันทึกดังกล่าว ประกอบกับพยานโจทก์ผู้จับกุมจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งปฏิบัติราชการไปตามหน้าที่ อันถือเสมือนว่าเป็นพยานคนกลาง จึงไม่มีข้อระแวงสงสัยในพฤติการณ์ว่าจะบิดเบือนความจริงหรือดำเนินการในทางที่เป็นผลร้ายแก่จำเลย พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมาฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิด

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 6 (7 ทวิ), 62,63, 106, 106 ทวิ, 116 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 4, 7, 8, 15, 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจวิเคราะห์ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 จำคุก 8 ปีคำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี 4 เดือนริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจวิเคราะห์ให้แก่กระทรวงสาธารณสุข คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่โจทก์จำเลยนำสืบไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ นายดาบตำรวจสมยศกับพวกได้ตรวจค้นบ้านจำเลยและค้นได้เมทแอมเฟตามีนกับเฮโรอีนของกลาง มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ที่จำเลยฎีกาว่าคำเบิกความของนายดาบตำรวจสมยศ พยานโจทก์ผู้จับกุมจำเลยที่ว่าพยานสังเกตเห็นกระเป๋ากางเกงข้างขวาที่จำเลยสวมมีลักษณะตุงออกมา พยานจึงให้จำเลยหยิบสิ่งของออกมาจากกระเป๋ากางเกงดังกล่าว เมื่อจำเลยหยิบออกมา ปรากฏว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนกับเฮโรอีนของกลาง พฤติการณ์ช่วงนี้ จำเลยอ้างว่าเป็นพิรุธน่าสงสัยเนื่องจากจำเลยเป็นผู้ชาย เจ้าพนักงานตำรวจย่อมตรวจค้นร่างกายจำเลยด้วยตนเองได้อยู่แล้ว ไฉน จึงต้องให้จำเลยเพียงแค่ ราษฎรธรรมดาจะหยิบสิ่งของผิดกฎหมายออกมาจากตนเองเพื่อให้ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม ซึ่งถ้าจำเลยมีสิ่งของผิดกฎหมายอยู่ในตัวเองจริงดังที่นายดาบตำรวจสมยศอ้าง จำเลยก็น่าจะขว้างทิ้งหรือทำลายเสียเพื่อไม่ให้ตนเองต้องถูกดำเนินคดีศาลฎีกาเห็นว่า พฤติการณ์ที่นายดาบตำรวจสมยศให้จำเลยหยิบสิ่งของผิดกฎหมายออกมาจากกระเป๋ากางเกงของจำเลยโดยที่ตนไม่ตรวจค้นเสียเอง นับเป็นการกระทำที่รอบคอบอันเป็นการป้องกันข้อกล่าวหาเรื่องเจ้าพนักงานตำรวจกลั่นแกล้งผู้ถูกจับอันอาจเกิดขึ้นได้ อีกทั้งสิ่งของผิดกฎหมายดังกล่าว จำเลยก็ไม่จำต้องขว้างทิ้งหรือทำลายเสียก่อนถูกจับเสมอไปเพราะเป็นเหตุผลส่วนตัวของผู้กระทำความผิดแต่ละรายซึ่งไม่เหมือนกัน พฤติการณ์ดังกล่าวไม่เป็นพิรุธแก่คดีโจทก์ ส่วนที่จำเลยฎีกาเรื่องบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งเป็นแบบฟอร์มพิมพ์ไว้แล้ว ซึ่งผู้ต้องหาหรือจำเลยจะให้การอย่างใดก็ให้เติมข้อความใส่เอาเอง ซึ่งจำเลยอ้างว่าบันทึกการจับกุมดังกล่าวมีการตกเติมข้อความโดยเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมน่าที่จะให้จำเลยลงชื่อกำกับไว้ แต่ก็ไม่ปรากฏเช่นนั้นจึงน่าสงสัยอยู่ว่าจำเลยให้การรับสารภาพหรือปฏิเสธโดยเฉพาะจำเลยได้ลงชื่อในเอกสารดังกล่าวเพราะเจ้าพนักงานตำรวจขู่ว่าหากจำเลยไม่ลงชื่อจะจับบุตรและภรรยาของจำเลยไปด้วยศาลฎีกาเห็นว่าบันทึกการจับกุมเป็นเอกสารราชการซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจเป็นผู้จัดทำขึ้น ไม่มีบทบัญญัติหรือกฎข้อบังคับใดกำหนดให้ผู้ต้องหาลงชื่อกำกับในกรณีมีการตกเติมข้อความในบันทึกดังกล่าวประกอบกับพยานโจทก์ผู้จับกุมจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งปฏิบัติราชการไปตามหน้าที่อันถือเสมือนว่าเป็นพยานคนกลางจึงไม่มีข้อระแวงสงสัยในพฤติการณ์ว่าจะบิดเบือนความจริงหรือดำเนินการในทางที่เป็นผลร้ายแก่จำเลย พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมาฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ข้อนำสืบต่อสู้ของจำเลยไม่พอหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 3พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5080/2541 พนักงานอัยการ จังหวัด สุพรรณบุรี โจทก์ นาย สัญญา คุ้ม เขต ต์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด สุพรรณบุรี · จำเลย - นาย สัญญา คุ้ม เขต ต์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุวัตร์ สุขเกษม · จรัญ หัตถกรรม · อรุณ น้าประเสริฐ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3027/2540ฎีกา 185/2535ฎีกา 98/2537ฎีกา 4979/2541ฎีกา 824/2535ฎีกา 1149/2536ฎีกา 1148/2534ฎีกา 240/2535ฎีกา 2963/2535ฎีกา 3284/2543ฎีกา 525/2541ฎีกา 831/2541ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7601/2540ฎีกา 2936/2543ฎีกา 2234/2535ฎีกา 6856/2544ฎีกา 362/2540ฎีกา 435/2535ฎีกา 7490/2540ฎีกา 66/2540ฎีกา 643/2531ฎีกา 199/2547ฎีกา 238/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ