⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6587/2541

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6587/2541

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์มีพิรุธและจำเลยให้การปฏิเสธ ก็ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

เมื่อคำเบิกความของประจักษ์พยานโจทก์มีพิรุธก็รับฟังคำเบิกความดังกล่าวเป็นพยานหลักฐาน ลงโทษจำเลยตามฟ้องโดยปราศจากข้อระแวงสงสัย ไม่ได้ ประกอบกับจำเลยให้การปฏิเสธมาโดยตลอด ทั้งต่อสู้ว่าจำเลยสงสัยว่าเจ้าพนักงานตำรวจกลั่นแกล้ง จำเลยด้วยการนำธนบัตรตามสำเนาธนบัตร ที่เจ้าพนักงานตำรวจเตรียมไว้มาใส่ในกระเป๋าเงิน ของจำเลยตอนที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดกระเป๋าของจำเลยไป ซึ่งข้อนำสืบของจำเลยดังกล่าวก็ควรรับฟังประกอบการพิจารณาด้วย เมื่อจำเลยปฏิเสธว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องและพยานหลักฐาน ของโจทก์มีพิรุธ ก็ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้เป็น คุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 62, 89,106, 116 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้กระทรวงสาธารณสุขและคืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อจำนวน 100 บาท ให้แก่เจ้าของ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษในข้อหาความผิดฐานขายเมทแอมเฟตามีนตามมาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง,89 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90จำคุก 5 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้กระทรวงสาธารณสุขและคืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อจำนวน 100 บาท แก่เจ้าของ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายและขายเมทแอมเฟตามีนของกลางดังที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ โจทก์นำสืบโดยมีร้อยตำรวจโทสง่า วงศ์นิคม และสิบตำรวจตรีกนิษญ์ ศรีสวัสดิ์เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลลาดกระบัง กรุงเทพมหานครซึ่งเป็นผู้ร่วมจับกุมจำเลย เบิกความเป็นประจักษ์พยานความทำนองเดียวกันว่า ในวันเกิดเหตุก่อนจับกุมจำเลยพยานทั้งสองสืบทราบจากผู้ถูกจับในข้อหาความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนมาก่อนว่าผู้ถูกจับดังกล่าวซื้อเมทแอมเฟตามีนที่ใช้เสพมาจากแผงให้เช่าพระในซอยวัดสังฆราชา แขวงลาดกระบัง เขตลาดกระบังกรุงเทพมหานคร พยานทั้งสองกับพวกจึงร่วมกันวางแผนล่อซื้อเพื่อจับผู้ขายเมทแอมเฟตามีนจากแผงให้เช่าพระแห่งนั้นโดยนำธนบัตรชนิดฉบับละ 100 บาท จำนวน 5 ฉบับ ไปถ่ายสำเนาและลงรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีไว้ ตามเอกสารหมาย จ.1และ จ.2 แล้วมอบธนบัตรทั้งห้าฉบับดังกล่าวให้นายสมาน นิ่มจิตผู้ทำหน้าที่สายลับนำไปทำการล่อซื้อที่แผงให้เช่าพระที่เกิดเหตุในขณะที่นายสมานเข้าไปติดต่อล่อซื้อพยานทั้งสองกับพวกได้ซุ่มดูเหตุการณ์อยู่ในบริเวณนั้น เห็นนายสมานเข้าไปพูดคุยกับจำเลยที่แผงให้เช่าพระของจำเลยแล้วนายสมานส่งธนบัตรให้จำเลย จากนั้นจำเลยได้เดินเข้าไปที่ห้องแถวให้เช่าซึ่งอยู่ด้านหลังแผงให้เช่าพระของจำเลย ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.9 ประมาณ 2 ถึง 3 นาทีแล้วเดินกลับออกมาส่งสิ่งของให้แก่นายสมาน เมื่อนายสมานให้สัญญาณว่าล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนได้แล้ว พยานทั้งสองกับพวกได้เข้าไปแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอทำการตรวจค้นตัวจำเลย ขณะที่เดินเข้าไปหาจำเลย นายสมานซึ่งเดินสวนทางออกมาได้มอบเมทแอมเฟตามีนที่ล่อซื้อมาได้จำนวน 4 เม็ด ในราคา 480 บาท ให้แก่ร้อยตำรวจโทสง่าผลการตรวจค้นตัวจำเลยพบธนบัตรล่อซื้อ 1 ฉบับรวมอยู่กับเงินจำนวน 7,000 บาทเศษ ในกระเป๋าเงินของจำเลยร้อยตำรวจโทสง่าแจ้งข้อหาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายและขายเมทแอมเฟตามีนของกลางโดยไม่ได้รับอนุญาตจำเลยให้การปฏิเสธ จากทางนำสืบของโจทก์จะเห็นได้ว่าขณะที่นายสมานเข้าไปทำการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลย ร้อยตำรวจโทสง่าและสิบตำรวจตรีกนิษฐ์เห็นความเคลื่อนไหวของจำเลยและนายสมานอยู่โดยตลอดประจักษ์พยานโจทก์ทั้งสองไม่เห็นความเคลื่อนไหวของจำเลยก็เฉพาะเหตุการณ์ตอนที่จำเลยเดินเข้าไปที่ห้องแถวให้เช่าที่อยู่ด้านหลังแผงให้เช่าพระของจำเลยก่อนที่จำเลยจะนำสิ่งของซึ่งทราบภายหลังว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนของกลางออกมาส่งมอบให้แก่นายสมานเท่านั้น ฉะนั้น หากฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบก็แสดงว่าหลังจากนายสมานมอบธนบัตรล่อซื้อทั้งห้าฉบับเป็นค่าซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 480 บาท ให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยได้เดินเข้าไปที่ห้องแถวให้เช่านำธนบัตรที่รับจากนายสมานเก็บไว้ในกระเป๋าเงินของจำเลยฉบับหนึ่งคือฉบับตามสำเนาธนบัตรเอกสารหมาย จ.3 ส่วนอีก 4 ฉบับที่เหลือจำเลยจะต้องเก็บไว้ที่อื่นหรือมอบให้แก่ผู้หนึ่งผู้ใดไปแล้วนำเมทแอมเฟตามีนจากที่หนึ่งที่ใดในบริเวณห้องแถวให้เช่ามาส่งมอบให้แก่นายสมาน แต่มีเหตุควรพิเคราะห์ว่าเมื่อร้อยตำรวจโทสง่าและสิบตำรวจตรีกนิษฐ์กับพวกเข้าไปตรวจค้นตัวจำเลยและยึดได้ธนบัตรล่อซื้อไม่ครบจำนวนเหตุใดเจ้าพนักงานตำรวจชุดดังกล่าวจึงไม่สอบถามจำเลยถึงจำนวนธนบัตรล่อซื้อที่ขาดหายไปรวมทั้งเหตุใดจึงไม่เข้าไปตรวจค้นบุคคลและสถานที่ทั้งในและนอกห้องแถวให้เช่าที่จำเลยเดินเข้าไปเพื่อให้พบธนบัตรดังกล่าว เฉพาะอย่างยิ่งการที่ประจักษ์พยานโจทก์เบิกความว่า หลังจากจำเลยเดินออกมาจากห้องแถวให้เช่าแล้ว จำเลยได้นำสิ่งของซึ่งหมายถึงเมทแอมเฟตามีนของกลางมาส่งมอบให้แก่นายสมานเจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมตรวจค้นจับกุมน่าจะตระหนักดีว่าจำเลยจะต้องไปนำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากที่หนึ่งที่ใดในห้องแถวให้เช่าหรือบริเวณใกล้เคียงกับห้องแถวหลังนั้นมามอบให้แก่นายสมานอย่างแน่นอน ดังนั้น โดยวิสัยของเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อประโยชน์แก่รูปคดีในการที่จะได้พยานหลักฐานเพิ่มเติมร้อยตำรวจโทสง่าและสิบตำรวจตรีกนิษฐ์กับพวกน่าจะได้ทำการตรวจค้นห้องแถวให้เช่าหลังที่จำเลยเดินเข้าไปรวมถึงบริเวณใกล้เคียงที่เป็นที่สงสัยว่าจะมีของกลางที่เป็นประโยชน์แก่คดีซุกซ่อนอยู่ด้วย การที่ร้อยตำรวจโทสง่าและสิบตำรวจตรีกนิษฐ์กับพวกละเลยไม่ถามหาธนบัตรล่อซื้อจำนวนที่ขาดหายไปจากจำเลยก็ดี รวมทั้งการที่เจ้าพนักงานตำรวจชุดดังกล่าวละเลยไม่ตรวจค้นบุคคลอื่นและสถานที่ในห้องแถวให้เช่ารวมทั้งบริเวณใกล้เคียงเพื่อให้ได้พยานหลักฐานที่เป็นประโยชน์แก่คดีเพิ่มเติมก็ดี ถือว่าเป็นพิรุธ เมื่อคำเบิกความของประจักษ์พยานโจทก์มีพิรุธก็รับฟังคำเบิกความดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานลงโทษจำเลยตามฟ้องโดยปราศจากข้อระแวงสงสัยไม่ได้ประกอบกับจำเลยให้การปฏิเสธมาโดยตลอด ทั้งต่อสู้ว่าจำเลยสงสัยว่าเจ้าพนักงานตำรวจกลั่นแกล้งจำเลยด้วยการนำธนบัตรตามสำเนาธนบัตรเอกสารหมาย จ.3 ที่เจ้าพนักงานตำรวจเตรียมไว้มาใส่ในกระเป๋าเงินของจำเลยตอนที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดกระเป๋าเงินของจำเลยไป ซึ่งข้อนำสืบของจำเลยดังกล่าวก็ควรรับฟังประกอบการพิจารณาด้วย เมื่อจำเลยปฏิเสธว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องและพยานหลักฐานของโจทก์มีพิรุธก็ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้เป็นคุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสองคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ให้ลงโทษจำเลยไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางคืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อ 100 บาท ของกลางแก่เจ้าของ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6587/2541 พนักงานอัยการ ประจำศาล จังหวัด มีนบุรี โจทก์ นาย ฉัตรชัย สุ ปัญญา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ ประจำศาล จังหวัด มีนบุรี · จำเลย - นาย ฉัตรชัย สุ ปัญญา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุรินทร์ นาควิเชียร · อมร วีรวงศ์ · วิชัย ชื่นชมพูนุท
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3027/2540ฎีกา 185/2535ฎีกา 98/2537ฎีกา 4979/2541ฎีกา 824/2535ฎีกา 1149/2536ฎีกา 1148/2534ฎีกา 240/2535ฎีกา 2963/2535ฎีกา 3284/2543ฎีกา 525/2541ฎีกา 831/2541ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7601/2540ฎีกา 2936/2543ฎีกา 2234/2535ฎีกา 6856/2544ฎีกา 362/2540ฎีกา 435/2535ฎีกา 7490/2540ฎีกา 66/2540ฎีกา 643/2531ฎีกา 199/2547ฎีกา 238/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ