⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1817/2542

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1817/2542

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขัดทรัพย์เพราะผู้ร้องไม่มีพยานมาสืบ ถือเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดีแล้ว ผู้ร้องจะร้องขัดทรัพย์ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันอีกไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

ศาลมีคำสั่งถึงที่สุดให้ยกคำร้องขัดทรัพย์ของผู้ร้องในคราวก่อนเพราะผู้ร้องไม่มีพยานมาสืบ เท่ากับว่าผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะสนับสนุนข้ออ้างในประเด็นแห่งคดีที่ผู้ร้องนำมาฟ้อง เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดีของผู้ร้องนั้นแล้ว ผู้ร้องจะร้องขัดทรัพย์ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันอีกไม่ได้ เป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ.มาตรา 148 และกรณีไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 148 (1) เพราะมาตรา 288 ให้ศาลพิจารณาชี้ขาดคดีคำร้องขัดทรัพย์นั้นเหมือนคดีธรรมดา คำร้องของผู้ร้องจึงเป็นคำร้องซ้ำ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.288

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินมือเปล่าตาม ภ.บ.ท.๕ หน่วยที่ ๑ หน้าสำรวจ ๔๐๗ เนื้อที่ ๑๑ ไร่ ๑ งาน ๙๐ตารางวา หมู่ที่ ๔ ตำบลเจาทอง กิ่งอำเภอภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ เพื่อขายทอดตลาดผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า ทรัพย์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของผู้ร้องที่ซื้อมาจากนางสุคนธ์ มหาทน มิใช่ของจำเลยที่ ๒ ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า คดีก่อนศาลยกคำร้องเพราะผู้ร้องไม่มีพยานมาสืบ คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์อีกซึ่งเป็นประเด็นเดียวกัน คู่ความเดียวกัน และศาลมีคำสั่งถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นฟ้องซ้ำ ให้ยกฟ้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงปรากฏจากสำนวนร้องขัดทรัพย์ของศาลชั้นต้นสาขาคดีหมายเลขแดงที่ ๑๑๕/๒๕๓๗ ว่า ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องขัดทรัพย์รายเดียวกันนี้มาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๓๘ ถึงวันนัดไต่สวน ทนายผู้ร้องและพยานไม่มาศาล ศาลถือว่าไม่มีพยานมาสืบตามคำร้องและมีคำสั่งให้ยกคำร้องขัดทรัพย์ของผู้ร้องเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๓๘ ผู้ร้องไม่อุทธรณ์ คดีถึงที่สุด ต่อมาวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ ผู้ร้องจึงมายื่นคำร้องขัดทรัพย์ใหม่เป็นคดีนี้ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องขัดทรัพย์ของผู้ร้องในคราวก่อนเพราะผู้ร้องไม่มีพยานมาสืบ เท่ากับว่าผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะสนับสนุนข้ออ้างในประเด็นแห่งคดีที่ผู้ร้องนำมาฟ้อง เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดีของผู้ร้องนั้นแล้ว หาใช่ว่าศาลยังมิได้รับฟังพยานหลักฐานและวินิจฉัยเนื้อหาในคำร้องขัดทรัพย์ดังที่ผู้ร้องฎีกาไม่ เมื่อศาลได้มีคำสั่งถึงที่สุดแล้วว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขัดทรัพย์ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ถูกยึดได้ ฉะนั้น ผู้ร้องจะร้องขัดทรัพย์ในคดีนี้ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันอีกไม่ได้ เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ และกรณีไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา ๑๔๘ (๑) เพราะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๘๘ ให้ศาลพิจารณาชี้ขาดคดีคำร้องขัดทรัพย์นั้น เหมือนคดีธรรมดา คำร้องของผู้ร้องจึงเป็นคำร้องซ้ำ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1817/2542 นายกฤษดา นิธิธนาธร โจทก์ นายเจตจำรูญ สามหาดไทย ผู้ร้อง นายชาญชัย คำตะศิลา กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายกฤษดา นิธิธนาธร · ผู้ร้อง - นายเจตจำรูญ สามหาดไทย · จำเลย - นายชาญชัย คำตะศิลา กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์ · เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ · จำรูญ แสนภักดี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดภูเขียว - นายมาโนช รัตนไพบูลย์ · ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ - นายสุรภพ ปัทมะสุคนธ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2354/2566ฎีกา 770/2535ฎีกา 7677/2557ฎีกา 26/2524ฎีกา 4742/2553ฎีกา 945/2504ฎีกา 1030/2509ฎีกา 1247/2510ฎีกา 4549/2540ฎีกา 4991/2552ฎีกา 1228/2539ฎีกา 1492/2510ฎีกา 541/2509ฎีกา 1592/2521ฎีกา 218/2481ฎีกา 3895/2533ฎีกา 265/2534ฎีกา 1902/2494ฎีกา 635/2511ฎีกา 1561-1562/2518ฎีกา 408/2524ฎีกา 82/2512ฎีกา 1445/2482ฎีกา 1141/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา