⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 184/2542

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 184/2542

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีอาญาได้ ต้องเข้าเงื่อนไขคดีอาญาเลิกกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 37 หรือ พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 7 หรือสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 เท่านั้น การที่จำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและโจทก์ขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย ไม่ทำให้สิทธิฟ้องคดีอาญาเลิกกันหรือระงับไป.

ย่อคำพิพากษา

การที่ศาลจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีอาญาได้ คือ คดีอาญาเลิกกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 37 กรณีหนึ่งคดีเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 มาตรา 7 กรณีหนึ่ง และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39อีกกรณีหนึ่ง ดังนั้น แม้จำเลยถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและโจทก์คดีนี้ได้ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายก็เป็นกรณีที่โจทก์ไปดำเนินการใช้สิทธิเรียกร้องทางแพ่งในคดีล้มละลาย บทบัญญัติตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 25 ไม่เกี่ยวกับกรณีคดีอาญาเลิกกันหรือสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปแต่อย่างใดจำเลยจะขอให้ศาลจำหน่ายคดีนี้หาได้ไม่ จำเลยออกเช็ค 2 ฉบับ เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเช็ค แต่ละฉบับ โจทก์นำคดีมาฟ้องโดยแยกฟ้องเป็น 2 สำนวนโดยแต่ละสำนวนโจทก์ไม่ได้ขอให้นับโทษของจำเลยต่อจึงนับโทษ ต่อกันไม่ได้ เพราะเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ซึ่งเป็นปัญหา ข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใด ยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.37 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.25 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม.7

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นได้พิจารณาพิพากษารวมกัน โดยโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องทั้งสองสำนวนมีข้อความทำนองเดียวกันว่าโจทก์ได้รับเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขาสมุทรปราการรวม 2 ฉบับ จำเลยลงชื่อสั่งจ่ายเช็คทั้งสองฉบับเช็คฉบับแรกจำเลยมอบให้นางสมพรรณ รวมศิลป์ เพื่อชำระหนี้เงินกู้ตามบันทึกข้อตกลงที่จำเลยทำไว้กับนางสมพรรณ ต่อมานางสมพรรณได้มอบเช็คให้โจทก์เพื่อเป็นการคืนเงินที่นางสมพรรณยืมไปจากโจทก์ส่วนเช็คฉบับที่สองจำเลยมอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ที่จำเลยกู้เงินไปจากโจทก์ เมื่อเช็คแต่ละฉบับถึงกำหนด โจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 เป็นความผิดหลายกรรมให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปีรวมจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุกกระทงละ 8 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 4 เดือน จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งคงจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษหรือจำหน่ายคดี โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "สำหรับปัญหาที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่าจำเลยออกเช็ค 2 ฉบับ แต่ละฉบับสั่งจ่ายเงินจำนวนมากหลังจากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแล้วจำเลยมิได้ขวนขวายนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์แม้เพียงบางส่วนเพื่อเป็นการบรรเทาความเสียหายแต่อย่างใด จึงไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษที่จำเลยฎีกาว่าศาลจังหวัดสมุทรปราการมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดแล้ว ทำให้จำเลยไม่สามารถชำระหนี้แก่โจทก์ได้นั้นมิใช่เหตุที่จะนำมาประกอบดุลพินิจในการรอการลงโทษให้จำเลยที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษให้จำเลยนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้น เห็นว่าการที่ศาลจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีได้คือ คดีอาญาเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 37 กรณีหนึ่ง คดีเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 กรณีหนึ่ง และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39อีกกรณีหนึ่ง ดังนั้นแม้จำเลยถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและโจทก์คดีนี้ได้ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายก็เป็นกรณีที่โจทก์ไปดำเนินการใช้สิทธิเรียกร้องทางแพ่งในคดีล้มละลายบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 25ไม่เกี่ยวกับกรณีคดีอาญาเลิกกันหรือสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปแต่อย่างใด จำเลยจะขอให้ศาลจำหน่ายคดีนี้หาได้ไม่ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง จำเลยออกเช็ค 2 ฉบับ เมื่อเช็คแต่ละฉบับธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินโจทก์จึงนำคดีมาฟ้องโดยแยกฟ้องเป็นสองสำนวนโดยแต่ละสำนวนโจทก์ไม่ได้ขอให้นับโทษจำเลยต่อ จึงนับโทษต่อกันไม่ได้ เพราะเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ฉะนั้นที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้นับโทษจำเลยแต่ละสำนวนต่อกันจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบด้วยมาตรา 225" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยสำนวนละ 1 ปี เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุกสำนวนละ 6 เดือน โดยไม่นับโทษติดต่อกันนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 184/2542 นาย ปรีชา รวม ศิลป์ โจทก์ นาง ศุภ์ดา แก่น กำจร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย ปรีชา รวม ศิลป์ · จำเลย - นาง ศุภ์ดา แก่น กำจร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมชัย สายเชื้อ · ธรรมนูญ โชคชัยพิทักษ์ · พันธาวุธ ปาณิกบุตร
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6575/2551ฎีกา 1721/2528ฎีกา 99/2541ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 1656/2512ฎีกา 2530/2527ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2834/2527ฎีกา 7651/2552ฎีกา 19406/2555ฎีกา 3099/2524ฎีกา 8080/2538ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 7988/2551ฎีกา 4851/2545ฎีกา 664/2520ฎีกา 2572/2541ฎีกา 6911/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 2813/2566ฎีกา 11720/2555ฎีกา 2520/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ