⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3529/2542

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3529/2542

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นเงินไทยให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงิน โดยทั่วไปจะยึดอัตราเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครเป็นเกณฑ์ แต่เพื่อความสะดวกในการบังคับคดี ศาลอาจกำหนดให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารพาณิชย์ในวันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา หรือวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนก่อนวันดังกล่าว ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราที่โจทก์ขอ

ย่อคำพิพากษา

การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นเงินไทยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคสองให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงินอัตราแลกเปลี่ยนตามมาตรานี้หมายถึงอัตราแลกเปลี่ยนกันได้โดยเสรีในเวลาที่ได้ใช้เงินจริง ซึ่งตามปกติจะคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินโดยเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ที่ขายเงินตราต่างประเทศในกรุงเทพมหานครเป็นเกณฑ์แต่เพื่อความสะดวกในการบังคับคดี จึงให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารพาณิชย์ในวันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าว ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราการแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราแลกเปลี่ยนที่โจทก์ขอปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.196

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยได้ซื้อชิ้นส่วนอุปกรณ์อะไหล่เครื่องบินจากโจทก์เพื่อใช้ในกิจการบริการขนส่งทางอากาศของจำเลยหลายครั้ง นอกจากนี้จำเลยยังจ้างโจทก์ซ่อมแซมชิ้นส่วนอุปกรณ์เครื่องบิน คือ เวอร์ติคัลไจโร(ertical Gyro) และวาล์ว (alves) โจทก์ได้ซ่อมแซมอุปกรณ์ดังกล่าวและส่งมอบให้แก่จำเลยแล้ว เมื่อหนี้ถึงกำหนดจำเลยไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ โจทก์จึงขอคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องจำนวน 5,593.77 ดอลลาร์สหรัฐรวมเป็นหนี้ที่จำเลยจะต้องชำระจำนวน 85,938.30 ดอลลาร์สหรัฐโจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 85,938.30 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 80,244.53 ดอลลาร์สหรัฐนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยมีนิติสัมพันธ์กับโจทก์รายการสินค้าและค่าบริการค้างชำระเป็นเอกสารที่โจทก์ทำขึ้นฝ่ายเดียว ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม การคิดดอกเบี้ยไม่ชอบ ขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 85,938.30 ดอลลาร์สหรัฐพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 80,244.53ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 19 มีนาคม 2541)จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ โดยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราอ้างอิงของธนาคารแห่งประเทศไทยในวันที่มีคำพิพากษานี้ถ้าไม่มีอัตราอ้างอิงในวันดังกล่าว ก็ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราอ้างอิงนั้นก่อนวันพิพากษา จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์หรือไม่เพียงใด ได้ความจากนายคริสโตเฟอร์ แอนกัส เดรค ไวท์ไซด์ กรรมการผู้จัดการโจทก์ว่าเมื่อเดือนธันวาคม 2539 จำเลยได้สมัครเป็นลูกค้าของโจทก์โดยขอเปิดบัญชีสินเชื่อกับโจทก์ในวงเงิน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน ทั้งนี้ จำเลยจะต้องชำระเงินค่าสินค้าตามใบกำกับสินค้าภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ระบุไว้ในใบกำกับสินค้าแต่ละฉบับหลังจากนั้นจำเลยได้สั่งซื้อสินค้าอุปกรณ์และอะไหล่เครื่องบินไปจากโจทก์หลายครั้งรวมเป็นเงิน 76,849.02 ดอลลาร์สหรัฐและได้ว่าจ้างโจทก์ซ่อมแซมอุปกรณ์และอะไหล่เครื่องบินคือเวอร์ติคัลไจโร และวาล์ว อีก 5,374.30 ดอลลาร์สหรัฐแต่จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์เพียง 2,336.50 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้นนอกจากคำให้การของนายคริสโตเฟอร์ แอนกัส เดรค ไวท์ไซด์ แล้วโจทก์ยังมีใบสั่งซื้อสินค้า ใบกำกับสินค้าและใบตราส่งทางอากาศเป็นพยานด้วย ที่หัวกระดาษใบสั่งซื้อสินค้า 10 ฉบับแรกมีชื่อเดิมของบริษัทจำเลยพร้อมที่อยู่ของสำนักงานใหญ่3 ฉบับหลังเป็นชื่อใหม่ และทุกฉบับกำหนดให้โจทก์ส่งสินค้าไปให้จำเลย ณ ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ประเทศไทย ส่วนใบกำกับสินค้าและใบตราส่งทางอากาศได้ระบุชื่อสินค้าจำนวน ราคา หมายเลขรหัส ของสินค้า และหมายเลขใบสั่งซื้อของจำเลยพร้อมวันเดือนปีที่สั่งซื้อสินค้าครบถ้วนประกอบกับนายอุดม ตันติประสงค์ชัย กรรมการผู้จัดการจำเลยเองก็ยอมรับว่าเคยติดต่อสั่งซื้อชิ้นส่วนอุปกรณ์อะไหล่เครื่องบินจากโจทก์หลายครั้งและได้ลงลายมือชื่ออนุมัติในใบสั่งซื้อฉบับที่ 1 และที่ 2 ตามเอกสารหมาย จ.4 ทั้งเคยว่าจ้างโจทก์ซ่อมแซมอุปกรณ์อะไหล่จริงแต่ไม่ทราบจำนวนเงินที่แน่นอน พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นหนี้ค่าซื้อสินค้าและค่าจ้างซ่อมแซมอุปกรณ์อะไหล่เครื่องบินตามฟ้องจริงที่จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยไม่ได้สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์เพราะใบสั่งซื้อสินค้าบางฉบับไม่มีลายมือชื่อของจำเลยนั้น เห็นว่า นายอุดมกรรมการผู้จัดการจำเลยยอมรับแล้วว่าเคยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์หลายครั้งและเป็นคนลงลายมือชื่ออนุมัติในใบสั่งซื้อสินค้าฉบับที่ 1 และที่ 2ตามเอกสารหมาย จ.4 ประกอบกับจำเลยได้รับสินค้าจากโจทก์ตามใบกำกับสินค้าและใบตราส่งทางอากาศดังที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นดังนั้นแม้ใบสั่งซื้อสินค้าบางฉบับจะไม่มีลายมือชื่อของจำเลยจำเลยก็ต้องรับผิดตามสัญญาอยู่ดี ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยรับผิดในจำนวนเงินตามฟ้องจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินไทยตามอัตราอ้างอิงของธนาคารแห่งประเทศไทยในวันที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษานั้น ยังไม่ถูกต้องเพราะการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นเงินไทยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 196 วรรคสอง ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน อัตราแลกเปลี่ยนตามมาตรานี้หมายถึงอัตราแลกเปลี่ยนกันได้โดยเสรีในเวลาที่ได้ใช้เงินจริง ซึ่งตามปกติจะคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินโดยเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ที่ขายเงินตราต่างประเทศในกรุงเทพมหานครเป็นเกณฑ์ แต่เพื่อความสะดวกในการบังคับคดี จึงให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารพาณิชย์ในวันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าวให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราการแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์" พิพากษาแก้เป็นว่า เงินดอลลาร์สหรัฐให้คิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครในวันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าวให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราแลกเปลี่ยน ดอลลาร์ ละ 41.01 บาท ตามที่โจทก์ขอนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3529/2542 บริษัท เอ.เจ.วอลเตอร์ (อาวิเอชั่น ) จำกัด โจทก์ บริษัท โอเรียนท์ ไทย แอร์ไลน์ จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท เอ.เจ.วอลเตอร์ (อาวิเอชั่น ) จำกัด · จำเลย - บริษัท โอเรียนท์ ไทย แอร์ไลน์ จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชาญชัย ลิขิตจิตถะ · จรัญ หัตถกรรมยินดี · วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4884/2543ฎีกา 5732/2552ฎีกา 609/2526ฎีกา 1721/2528ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 1339/2499ฎีกา 5801/2538ฎีกา 2834/2527ฎีกา 4637/2567ฎีกา 3099/2524ฎีกา 10755/2551ฎีกา 2983/2549ฎีกา 6366/2538ฎีกา 8366/2557ฎีกา 8884/2543ฎีกา 2572/2541ฎีกา 4041/2542ฎีกา 6039/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 3474/2538ฎีกา 3886/2566ฎีกา 4269/2528ฎีกา 2520/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ