คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6819/2542
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้รับโอนอสังหาริมทรัพย์โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนซึ่งได้จดทะเบียนสิทธิโดยสมบูรณ์แล้ว ย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย แม้ผู้โอนจะยังครอบครองปรปักษ์อยู่ก็ตาม โดยผู้รับโอนจะใช้สิทธิของตนยันผู้ครอบครองปรปักษ์ได้ และผู้ครอบครองปรปักษ์ต้องเริ่มนับระยะเวลาการครอบครองปรปักษ์ใหม่
ย่อคำพิพากษา
ผู้ร้องครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2526 ต่อมาวันที่ 11 มีนาคม 2530 ส. เจ้าของที่ดินพิพาทเดิม จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้รับโอนกรรมสิทธิ์โดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ย่อมใช้ยันผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ครอบครองปกปักษ์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง แม้ผู้ร้องจะยังคงครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมาก็ตาม ระยะเวลาการครอบครองปรปักษ์ที่มี อยู่แล้วนั้นย่อมสิ้นสุดลง ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ครอบครองต้องเริ่มนับระยะเวลาการครอบครองปรปักษ์ใหม่ โดยเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2530 ซึ่งเป็นวันที่ผู้คัดค้านได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททางทะเบียน แต่เมื่อนับถึงวันที่ 8 กันยายน 2537 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ยังไม่ครบ 10 ปี ผู้ร้องย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | ผู้ร้อง - นายสมพงษ์ สามารถ · ผู้คัดค้าน - นางสุดใจ เพียราธิสิทธิ์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์ · วิรัตน์ ลัทธิวงศกร · สุวัฒน์ วรรธนะหทัย |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายสุจิน ซื่อสุวรรณ · ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายสมชาย เหล็กกล้า |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา