⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6972/2542

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6972/2542

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การลงโทษปรับตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทยฯ มาตรา 118 ให้คำนวณตามพื้นที่ของอาคารหรือสิ่งอื่นใดที่ปลูกสร้างล่วงล้ำเข้าไปในน้ำ โดยกำหนดอัตราโทษปรับขั้นต่ำและขั้นสูงต่อตารางเมตร

ย่อคำพิพากษา

ความผิดตามพระราชบัญญัติ การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456มาตรา 117ต้องระวางโทษปรับตามมาตรา 118 โดยคำนวณตามพื้นที่ของอาคารหรือสิ่งอื่นใดในอัตราไม่น้อยกว่าตารางเมตรละห้าร้อยบาท แต่ไม่เกินตารางเมตรละหนึ่งหมื่นบาทจำเลยปลูกสร้างอาคารเป็นสะพานทางเดินและทำเป็นศาลาท่าน้ำล่วงล้ำเข้าไปเหนือน้ำในน้ำ ของทะเลสาบเป็นเนื้อที่ 143.32 ตารางเมตร การที่ศาลล่างลงโทษปรับจำเลย 214,980 บาท เมื่อลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 แล้งคงปรับ 107,490 บาทเป็นการปรับโดยคำนวณตามพื้นที่ตารางเมตรละ 1,500 บาท นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทยฯ มาตรา 118 ทวิ ที่แก้ไขแล้วเป็นการกำหนดวิธีการรื้อถอนหรือแก้ไขอาคารหรือสิ่งอื่นใดที่ปลูกสร้างขึ้นโดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าท่าเท่านั้นไม่ใช่บทบัญญัติซึ่งเป็นองค์ประกอบของความผิดตามฟ้อง ดังนั้น แม้ฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายว่าเจ้าท่ามีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนหรือแก้ไขสิ่งปลูกสร้างแล้ว แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งก็เป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158(5) แล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำสยาม ม.117 พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำสยาม ม.118

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยปลูกสร้างอาคารเป็นสะพานทางเดินและทำเป็นศาลาท่าน้ำล่วงล้ำเข้าไปเหนือน้ำ ในน้ำ ของทะเลสาบสงขลา อันเป็นทางสัญจรของประชาชนหรือที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน โดยทำเป็นร้านอาหารชื่อร้านชมจันทร์ คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 143.32 ตารางเมตร ทั้งนี้ โดยจำเลยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าท่าขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 117, 118 พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2535 มาตรา 23 และ 25 และให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากทะเลสาบสงขลา จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 117 วรรคหนึ่ง, 118 ปรับ 214,980 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เห็นสมควรลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ107,490 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30แต่ (หากไม่ชำระค่าปรับ ให้กักขังแทนค่าปรับ) ไม่เกินกำหนด 2 ปี ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากทะเลสาบสงขลาด้วย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าควรลดโทษปรับให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยปลูกสร้างอาคารเป็นสะพานทางเดินและทำเป็นศาลาท่าน้ำล่วงล้ำเข้าไปเหนือน้ำ ในน้ำ ของทะเลสาบสงขลาเป็นเนื้อที่143.32 ตารางเมตร ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทยพ.ศ. 2456 มาตรา 117 และต้องระวางโทษตามมาตรา 118 ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา 117 ต้องระวางปรับโดยคำนวณตามพื้นที่ของอาคารหรือสิ่งอื่นใดในอัตราไม่น้อยกว่าตารางเมตรละห้าร้อยบาท แต่ไม่เกินตารางเมตรละหนึ่งหมื่นบาท"ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลงโทษปรับ 214,980 บาท และเมื่อลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงปรับ 107,490 บาท เป็นการปรับโดยคำนวณตามพื้นที่เพียงตารางเมตรละ 1,500 บาท จึงนับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เป็นคำฟ้องที่ไม่สมบูรณ์เพราะโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า เจ้าท่าได้มีคำสั่งเป็นหนังสือให้จำเลยดำเนินการรื้อถอนหรือแก้ไขสิ่งปลูกสร้างให้ถูกต้องแต่จำเลยฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวตามมาตรา 118 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 แม้จำเลยให้การสารภาพก็ไม่อาจลงโทษปรับและมีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปตามฟ้องได้ นั้น พิเคราะห์แล้ว พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 118 ทวิ ที่แก้ไขแล้วเป็นการกำหนดวิธีการรื้อถอนหรือแก้ไขอาคารหรือสิ่งอื่นใดที่ปลูกสร้างขึ้นโดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าท่าเท่านั้น ไม่ใช่บทบัญญัติซึ่งเป็นองค์ประกอบของความผิดตามฟ้อง ดังนั้น แม้ฟ้องของโจทก์จะมิได้บรรยายว่าเจ้าท่ามีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนหรือแก้ไขสิ่งปลูกสร้างแล้ว แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ก็เป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) แล้ว เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยและสั่งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากทะเลสาบสงขลาได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6972/2542 พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา โจทก์ นาย ฉ้วน ภัทรชนม์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา · จำเลย - นาย ฉ้วน ภัทรชนม์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิเทพ ศิริพากย์ · สุทิน ปัทมราชวิเชียร · ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1332-1335/2511ฎีกา 1597/2522ฎีกา 9114/2552ฎีกา 180/2554ฎีกา 1146/2526ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 1992/2530ฎีกา 937/2549ฎีกา 5598/2540ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 6416/2541ฎีกา 1411/2499ฎีกา 1220/2510ฎีกา 901/2480ฎีกา 1294/2509ฎีกา 848/2545ฎีกา 884/2484ฎีกา 2292/2540ฎีกา 967/2501ฎีกา 3864/2546ฎีกา 1790/2521ฎีกา 5806/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ