⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 756/2542

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 756/2542

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ธนาคารรับเช็คขีดคร่อมที่ห้ามเปลี่ยนมือไปเรียกเก็บเงินจากบัญชีผู้ที่มิใช่ผู้รับเงินตามเช็ค ถือเป็นการกระทำผิดตามกฎหมายและระเบียบของธนาคาร และธนาคารต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำดังกล่าว แม้ผู้สั่งจ่ายจะทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับบุคคลอื่นที่นำเช็คไปเรียกเก็บเงินก็ตาม สัญญานั้นไม่มีผลผูกพันธนาคารหากไม่ได้เป็นคู่สัญญา.

ย่อคำพิพากษา

มูลละเมิดคดีนี้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับ ความเสียหายอันเนื่องมาจากโจทก์ออกเช็คเพื่อชำระหนี้ แก่บุคคลอื่น โดยเป็นเช็คขีดคร่อมและมีคำสั่งห้ามเปลี่ยนมือ แต่เช็คดังกล่าวถูกนำไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารจำเลยที่ 1 ในบัญชีจำเลยร่วมซึ่งมิใช่ผู้รับเงินตามเช็คที่โจทก์สั่งจ่าย เป็นการผิดขั้นตอนไม่เป็นไปตามระเบียบ และจำเลยร่วม เบิกจ่ายเงินดังกล่าวจากบัญชีจำเลยร่วมแล้ว ส่วนคดีที่ โจทก์กับจำเลยร่วมและ น. ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันนั้นสืบเนื่องมาจากจำเลยร่วมและ น. ร่วมกันนำเช็คของโจทก์หลายฉบับรวมทั้งเช็คที่เป็นมูลละเมิดในคดีนี้ไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร โจทก์จึงดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยร่วมและ น. ฐานฉ้อโกง แล้วมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน อันเป็นเรื่อง ระงับข้อพิพาทในทางอาญาในความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิด อันยอมความได้และเป็นเรื่องเฉพาะตัวของจำเลยร่วมและ น. หาได้มีผลถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีนี้ซึ่งมีมูลหนี้มาจาก การละเมิดเป็นคนละเรื่องกัน จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่พ้น ความรับผิดต่อโจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.341 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.850

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกัน ชำระเงิน 86,700 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 12 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์รู้การละเมิดตั้งแต่วันที่ธนาคารตามเช็คจ่ายเงินนับถึงวันฟ้องเกินกำหนด1 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางพรพิกุลหรือลภณพร พิชยพาณิชย์ เข้ามาเป็นจำเลยร่วมศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยร่วมให้การว่า โจทก์กับนายนรินทร์ พิชยพาณิชย์และจำเลยร่วมได้ตกลงประนีประนอมยอมความกันแล้ว เมื่อหนี้ประธานได้ระงับไปทั้งหมดแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องอีกค่าเสียหายหากมีก็ไม่เกิน 5,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินจำนวน 64,716 บาท กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า เมื่อจำเลยร่วมและนายนรินทร์ พิชยพาณิชย์ ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์แล้ว จะทำให้มูลหนี้ละเมิดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1และที่ 2 ระงับไปหรือไม่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า มูลละเมิดคดีนี้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเนื่องมาจากโจทก์ออกเช็คเพื่อชำระหนี้แก่บุคคลอื่น โดยเป็นเช็คขีดคร่อมและมีคำสั่งห้ามเปลี่ยนมือ แต่เช็คดังกล่าวถูกนำไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารจำเลยที่ 1 ในบัญชีจำเลยร่วมซึ่งมิใช่ผู้รับเงินตามเช็คที่โจทก์สั่งจ่าย เป็นการผิดขั้นตอนไม่เป็นไปตามระเบียบและจำเลยร่วมเบิกจ่ายเงินดังกล่าวจากบัญชีจำเลยร่วมแล้วส่วนคดีที่โจทก์กับจำเลยร่วมและนายนรินทร์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันนั้น สืบเนื่องมาจากจำเลยร่วมและนายนรินทร์ร่วมกันนำเช็คของโจทก์หลายฉบับรวมทั้งเช็คที่เป็นมูลละเมิดในคดีนี้ไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารโจทก์จึงดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยร่วมและนายนรินทร์ฐานฉ้อโกง แล้วมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันดังกล่าว เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมและนายนรินทร์เป็นเรื่องระงับข้อพิพาทในทางอาญาในความผิดฐานฉ้อโกง อันเป็นความผิดอันยอมความได้ทำให้จำเลยร่วมและนายนรินทร์ไม่ต้องถูกดำเนินคดีอาญาต่อไปอันเป็นเรื่องเฉพาะตัวของจำเลยร่วมและนายนรินทร์หาได้มีผลถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีนี้ซึ่งมีมูลหนี้มาจากการละเมิดจึงเป็นคนละเรื่องกันโดยแท้ความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2หาได้ระงับไปไม่ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่พ้นความผิดต่อโจทก์ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 756/2542 บริษัท เถกิง เอ็กซ์เพ รส จำกัด โจทก์ ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด ( มหาชน ) กับพวก จำเลย จำเลยร่วม จำเลย นาง พรพิกุลหรือลภณพร พิชย พาณิชย์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท เถกิง เอ็กซ์เพ รส จำกัด · จำเลย - ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด ( มหาชน ) กับพวก · จำเลย - จำเลยร่วม · จำเลย - นาง พรพิกุลหรือลภณพร พิชย พาณิชย์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ผล อนุวัตรนิติการ · สถิตย์ ไพเราะ · สมลักษณ์ จัดกระบวนพล
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 2303/2518ฎีกา 1538/2518ฎีกา 599/2532ฎีกา 149/2526ฎีกา 6196/2534ฎีกา 1000/2505ฎีกา 1124/2479ฎีกา 4225/2559ฎีกา 2460/2517ฎีกา 7335/2538ฎีกา 643/2497ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 7051/2540ฎีกา 2766/2546
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ