⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2159/2543

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2159/2543

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้เริ่มก่อการสามารถดำเนินการก่อหนี้หรือทำสัญญาใด ๆ ได้ และเมื่อบริษัทได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว การที่นิติบุคคลยอมรับผลแห่งสัญญาโดยเข้าทำงานจนเสร็จ ถือเป็นการให้สัตยาบันแก่สัญญาที่ผู้เริ่มก่อการได้ทำไว้ สัญญาจึงมีผลสมบูรณ์ไม่เป็นโมฆะ ศาลอาจพิพากษาให้โจทก์ได้รับแต่ส่วนแบ่งในทรัพย์สินที่ฟ้องร้องได้ แม้โจทก์จะฟ้องเรียกทรัพย์สินนั้นทั้งหมดก็ตาม หากพิจารณาได้ความว่าโจทก์ควรได้แต่เพียงส่วนแบ่งนั้น

ย่อคำพิพากษา

ตามสัญญารับจ้างเหมาก่อสร้างระหว่างโจทก์กับจำเลย แม้ขณะทำสัญญาโจทก์ยังไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคล แต่อยู่ระหว่างการจดทะเบียนก่อตั้งบริษัท ซึ่งผู้เริ่มก่อการสามารถดำเนินการก่อหนี้หรือทำสัญญาใด ๆ ได้ยกเว้นกรณีตาม มาตรา 1102 และเมื่อจดทะเบียนบริษัทเสร็จจนมีสภาพเป็นนิติบุคคลแล้ว โจทก์ก็ยอมรับผลแห่งสัญญาโดยเข้าทำงานจนเสร็จ จึงเป็นการให้สัตยาบันแก่สัญญาที่ผู้เริ่มก่อการได้ทำไว้ตามมาตรา 1108 (2) สัญญาดังกล่าวจึงมีผลสมบูรณ์ไม่เป็นโมฆะ ขณะเดียวกันสัญญาที่ทำขึ้นก็ไม่ใช่นิติกรรมอำพราง เพราะสัญญาทำขึ้นตรงกับเจตนาของคู่กรณี แม้ตอนแรกโจทก์จะใช้ชื่อจำเลยเป็นตัวแทนในการประมูลงานและทำสัญญาดังกล่าวต่อกรมทรัพยากรธรณี แต่ต่อมาโจทก์จำเลยประสงค์จะแปลงหนี้ใหม่เปลี่ยนแปลงสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญจากการใช้ชื่อแทนหรือจากตัวการตัวแทนมาเป็นผู้รับจ้างและผู้ว่าจ้าง โดยโจทก์และจำเลยต่างยอมรับเอาข้อกำหนดตามสัญญารับจ้างดังกล่าวปฏิบัติต่อกันตลอดมา เป็นต้นว่า การทวงถามให้ชำระหนี้และปฏิบัติการชำระหนี้อันมีลักษณะทำนองเดียวกันกับข้อกำหนดในแบบสัญญาจ้างระหว่างกรมทรัพยากรธรณีกับจำเลย สัญญารับจ้างดังกล่าวจึงมีผลบังคับได้ในรูปของการที่ได้แปลงหนี้มาใหม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 349 วรรคหนึ่ง และมาตรา 351 โดยอนุโลม ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (2) บัญญัติว่า "ในคดีที่โจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์ใด ๆ เป็นของตนทั้งหมด แต่พิจารณาได้ความว่าโจทก์ควรได้แต่ส่วนแบ่ง เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะพิพากษาให้โจทก์ได้รับแต่ส่วนแบ่งนั้นก็ได้" อันถือเป็นข้อยกเว้นของมาตรา 142 วรรคหนึ่ง ที่ว่าศาลต้องตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้อ แต่ห้ามมิให้พิพากษาหรือทำคำสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ดังนั้น ด้วยอำนาจแห่งมูลหนี้ซึ่งลูกหนี้หรือจำเลยอาจจะยังคงค้างชำระอยู่บางส่วน เจ้าหนี้หรือโจทก์ก็ย่อมมีสิทธิจะเรียกให้จำเลยชำระหนี้ได้ตามมูลหนี้ที่ยังค้างอยู่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 194 ได้ ดังนั้น ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจวินิจฉัย และพิพากษาให้โจทก์ได้รับชำระหนี้แต่เพียงบางส่วนได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (2) ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.151 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.152 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.155 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.194 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.349 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.351 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1102 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1108 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1113

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินให้โจทก์ 1,202,434.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,090,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,090,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 453,367.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2536 ผู้เริ่มก่อการจัดตั้งบริษัทโจทก์อันประกอบด้วยนางสาวจามรีย์ กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์คนปัจจุบัน และนายอนันต์ อดีตพนักงานของโจทก์ได้ยื่นขอจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิเพื่อจัดตั้งบริษัทโจทก์ หลังจากนั้นในวันที่ 30 กันยายน 2536 จำเลยได้ทำสัญญารับจ้างเหมาก่อสร้างโรงเก็บโคลนผงกับกรมทรัพยากรธรณีในราคา 1,090,000 บาท ตามหนังสือบริคณห์สนธิและแบบสัญญาจ้าง ต่อมาในวันที่ 15 ตุลาคม 2536 โจทก์ได้จดทะเบียนตั้งบริษัทสำเร็จเป็นนิติบุคคลตามหนังสือรับรอง และระหว่างวันที่ 10 ถึง 15 ตุลาคม 2536 โจทก์กับจำเลยได้ลงนามทำสัญญารับจ้างเหมาก่อสร้างดังกล่าวต่อกันในราคา 1,090,000 บาท เท่าราคาที่จำเลยทำสัญญารับจ้างงานมาจากกรมทรัพยากรธรณี คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า สัญญารับจ้างเหมาก่อสร้างดังกล่าวระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะหรือไม่ ซึ่งความข้อนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1102 คงบัญญัติห้ามเฉพาะมิให้ชี้ชวนประชาชนให้ซื้อหุ้น และมาตรา 1113 บัญญัติว่า "ผู้เริ่มก่อการบริษัทต้องรับผิดร่วมกันและโดยไม่จำกัดในบรรดาหนี้? ซึ่งที่ประชุมตั้งบริษัทมิได้อนุมัติ และแม้จะได้มีอนุมัติก็ยังคงต้องรับผิดอยู่เช่นนั้น?" มาตรา 1108 บัญญัติว่า "กิจการอันจะพึงทำในที่ประชุมตั้งบริษัท คือ?(2) ให้สัตยาบันแก่บรรดาสัญญาซึ่งผู้เริ่มก่อการได้ทำไว้?" ถ้อยคำในบทบัญญัติดังกล่าวประกอบด้วยข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ในเบื้องต้นย่อมแสดงให้เห็นว่า ผู้เริ่มก่อการสามารถดำเนินการก่อหนี้หรือทำสัญญาใด ๆ ได้ทุกอย่าง ยกเว้นกรณีตามมาตรา 1102 แต่จะต้องรับผิดร่วมกัน ดังนั้นในเมื่อสัญญารับจ้างได้จัดทำโดยผู้เริ่มก่อการหรือนางสาวจามรีย์กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ และมีนายอนันต์ผู้เริ่มก่อการบริษัทโจทก์อีกคนหนึ่งร่วมลงนามเป็นพยานด้วย โดยภายหลังจากนั้นทั้งโจทก์และจำเลยก็ไม่เคยโต้แย้งคัดค้านเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย รวมทั้งได้มีการทวงหนี้และจะจัดชำระหนี้แก่กันตามสัญญาแล้ว ซึ่งอย่างน้อยก็ถือได้ว่าคู่สัญญาได้ยอมรับเสมือนเป็นการให้สัตยาบันแก่สัญญาโดยปริยายแล้ว กรณีจึงมีผลเป็นสัญญาโดยสมบูรณ์ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายและเจตนาของคู่กรณีทุกประการอันมีผลให้บังคับได้ อีกทั้งไม่ถือเป็นนิติกรรมอำพราง เพราะแม้ในตอนแรกโจทก์จะใช้ชื่อจำเลยเป็นตัวแทนในการประมูลงานและทำสัญญาดังกล่าวต่อ กรมทรัพยากรธรณี แต่ต่อมาโจทก์จำเลยประสงค์จะแปลงหนี้ใหม่เปลี่ยนแปลงสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญจากการใช้ชื่อแทนหรือจากตัวการตัวแทนมาเป็นผู้รับจ้างและผู้ว่าจ้าง โดยโจทก์และจำเลยต่างยอมรับเอาข้อกำหนดตามสัญญารับจ้างดังกล่าวปฏิบัติต่อกันตลอดมา เป็นต้นว่า การทวงถามให้ชำระหนี้และปฏิบัติการชำระหนี้อันมีลักษณะทำนองเดียวกันกับข้อกำหนดในแบบสัญญาจ้างระหว่างกรมทรัพยากรธรณีกับจำเลย สัญญารับจ้างดังกล่าวจึงมีผลบังคับได้ในรูปของการที่ได้แปลงหนี้มาใหม่ตามสัญญารับจ้าง โดยเทียบเคียงตามนัยแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 349 วรรคหนึ่ง และ มาตรา 351 โดยอนุโลม มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่าศาลอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยและพิพากษาให้โจทก์ได้รับชำระหนี้แต่เพียงบางส่วนได้หรือไม่ ซึ่งความข้อนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (2) บัญญัติว่า "ในคดีที่โจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์ใด ๆ เป็นของตนทั้งหมด แต่พิจารณาได้ความว่าโจทก์ควรได้แต่ส่วนแบ่ง เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะพิพากษาให้โจทก์ได้รับแต่ส่วนแบ่งนั้นก็ได้" อันถือเป็นข้อยกเว้นของมาตรา 142 วรรคหนึ่ง ที่ว่าศาลต้องตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้อ แต่ห้ามมิให้พิพากษาหรือทำคำสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ดังนั้นด้วยอำนาจแห่งมูลหนี้ซึ่งลูกหนี้หรือจำเลยอาจจะยังคงค้างชำระอยู่บางส่วน เจ้าหนี้หรือโจทก์ก็ย่อมมีเหตุที่จะเรียกให้จำเลยชำระหนี้ได้ตามมูลหนี้เพียงแค่นั้นตามนัยแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 194 ดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นนับว่าอยู่ในวิสัยที่จะดำเนินการได้ตามกฎหมายและความยุติธรรม? พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระหนี้จำนวน 584,491.32 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ และคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่ศาลชั้นต้นเรียกเก็บเกินมาแก่โจทก์ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2159/2543 บริษัทแอม คอนสตรัคชั่น แอนด์ เซอร์วิส จำกัด โจทก์ บริษัทเฮงศักดิ์มั่นคง จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทแอม คอนสตรัคชั่น แอนด์ เซอร์วิส จำกัด · จำเลย - บริษัทเฮงศักดิ์มั่นคง จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ระพิณ บุญสิทธิ์ · สุเทพ เจตนาการณ์กุล · สมชัย เกษชุมพล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นางกรรณิการ์ เรืองจันทร์ · ศาลอุทธรณ์ - นายประสิทธิ์ ศรไชย
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3099/2524ฎีกา 2572/2541ฎีกา 861/2540ฎีกา 1084/2539ฎีกา 1896/2492ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 4007/2552ฎีกา 6058/2538ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1959/2529ฎีกา 2610/2538ฎีกา 5494/2541ฎีกา 2635/2527ฎีกา 4085/2559ฎีกา 3827/2542ฎีกา 759/2519ฎีกา 1250/2517
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา