⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2273/2543

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2273/2543

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงว่าไม่มีเงินในบัญชีเพียงพอที่จะชำระตามเช็คในวันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ถือเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงที่โจทก์ไม่ต้องนำสืบอีก

ย่อคำพิพากษา

โจทก์มีพยานหลักฐานมาสืบให้ศาลเห็นว่า จำเลยได้ออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมแก่โจทก์ซึ่งเป็นหนี้ ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย และโจทก์ได้ยื่นเช็คเพื่อให้ธนาคารตามเช็คใช้เงินโดยชอบแล้ว แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน เมื่อจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงว่าในวันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินซึ่งตรงกับวันออกเช็คหรือ วันที่สั่งจ่าย บัญชีกระแสรายวันของจำเลยในธนาคารไม่มีเงินพอจ่ายตามเช็คพิพาทได้ เช่นนี้โจทก์ไม่จำต้องนำสืบพยานในข้อเท็จจริงที่จำเลยแถลงรับดังกล่าวอีก

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยออกเช็คจำนวนเงิน ๒๑๐,๐๐๐ บาท มอบให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คถึงกำหนด โจทก์นำเช็คดังกล่าวไปเข้าบัญชีของโจทก์ เพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยให้เหตุผลในใบคืนเช็คว่า "โปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย" การกระทำของจำเลยเป็นการออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คหรือให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันพึงให้ใช้เงินได้ขณะออกเช็คนั้น ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยไม่ได้ให้การ ถือว่าจำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ ให้ลงโทษจำคุก ๓ เดือน และปรับ ๔๐,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๑ ปี ตาม ป.อ. มาตรา ๕๖ หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา ๒๙ และ ๓๐ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยเป็นเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยได้ออกเช็คพิพาทมอบให้แก่โจทก์ เมื่อเช็คถึง กำหนดสั่งจ่าย โจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็ค แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ทั้งนี้โดยใน วันออกเช็คนั้น จำเลยไม่มีเงินเหลืออยู่ในบัญชีกระแสรายวันในธนาคารพอที่จะจ่ายตามเช็คพิพาทได้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า จำเลยออกเช็คพิพาทมอบให้โจทก์เป็นการชำระหนี้เงินกู้ยืมหรือไม่ เห็นว่า คำเบิกความ ของโจทก์มีเหตุผลเชื่อมโยงกันมาเป็นลำดับมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ให้จำเลยออกเช็คพิพาท เพื่อชำระหนี้ค่าดอกเบี้ยของเงินต้นที่จำเลยกู้ยืมไปจากบริษัทชัยภูมิส่งเสริมธุรกิจ จำกัด เมื่อปลายปี ๒๕๓๘ นั้น เห็นว่า จำเลยเบิกความอ้างลอย ๆ ในข้อนี้ โดยไม่มีพยานอื่นมาสืบสนับสนุน และสำหรับข้อที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยและนายเอนก บิดาจำเลยได้ลงชื่อในหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน และหนังสือสัญญาค้ำประกัน โดยที่เอกสารดังกล่าว ยังไม่ได้เขียนกรอกข้อความนั้น เห็นว่า จำเลยสำเร็จการศึกษาเป็นนิติศาสตร์บัณฑิต ส่วนนายเอนกเคยรับราชการเป็นเจ้าพนักงานสรรพสามิตจึงไม่น่าเชื่อว่า จำเลยและนายเอนกจะยอมลงชื่อในเอกสารดังกล่าวโดยที่มิได้มีการเขียนกรอกข้อความ ตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าจำเลยได้ออกเช็คพิพาทซึ่งสั่งจ่ายเงินแก่ผู้มอบให้โจทก์เป็นการชำระหนี้เงินกู้ยืมจริงโจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อเช็คพิพาทถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องจำเลยผู้ออกเช็คได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า แม้จำเลยจะแถลงรับข้อเท็จจริงว่า วันที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน บัญชีกระแสรายวันของจำเลยในธนาคารไม่มีเงินพอจ่ายตามเช็ค แต่จำเลยก็ให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ ศาลจะอาศัยคำรับของจำเลยดังกล่าวมาลงโทษจำเลยไม่ได้นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์มีพยานหลักฐานมาสืบให้ศาลเห็นว่า จำเลยได้ออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมแก่โจทก์ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายและโจทก์ได้ ยื่นเช็คเพื่อให้ธนาคารตามเช็คใช้เงินโดยชอบแล้ว แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน เมื่อจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงว่า ในวันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินซึ่งตรงกับวันออกเช็คหรือวันที่สั่งจ่าย บัญชีกระแสรายวันของจำเลยในธนาคาร ไม่มีเงินพอจ่ายตามเช็คพิพาทได้ ศาลย่อมลงโทษจำเลยตามฟ้องได้ โดยโจทก์ไม่จำต้องนำสืบพยานในข้อเท็จจริงที่จำเลยแถลงรับดังกล่าวอีก ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2273/2543 นายกิตติชัย เตรนาวิทย์ โจทก์ นายธีรพงษ์ ศิริธรรม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายกิตติชัย เตรนาวิทย์ · จำเลย - นายธีรพงษ์ ศิริธรรม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุรชาติ บุญศิริพันธ์ · กำพล ภู่สุดแสวง · วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดชัยภูมิ - นายวีระพล เทียนขก · ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายพิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3027/2540ฎีกา 185/2535ฎีกา 98/2537ฎีกา 4979/2541ฎีกา 824/2535ฎีกา 1149/2536ฎีกา 1148/2534ฎีกา 240/2535ฎีกา 2963/2535ฎีกา 3284/2543ฎีกา 525/2541ฎีกา 831/2541ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7601/2540ฎีกา 2936/2543ฎีกา 2234/2535ฎีกา 6856/2544ฎีกา 362/2540ฎีกา 435/2535ฎีกา 7490/2540ฎีกา 66/2540ฎีกา 643/2531ฎีกา 199/2547ฎีกา 238/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา