⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 265/2543

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 265/2543

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่สั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์พิมพ์คะแนนตามความต้องการและบันทึกเทปตามความต้องการ ถือเป็นการกระทำโดยเจตนาทุจริตในการตรวจข้อสอบ

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าฝ่ายเตรียมข้อมูลของสถานบันบริการคอมพิวเตอร์มหาวิทยาลัยรามคำแหง และได้รับแต่งตั้งจากอธิบดีกรมตำรวจให้เป็นกรรมการตรวจข้อสอบและรวมคะแนนในการสอบแข่งขันข้าราชการตำรวจและบุคคลภายนอกผู้มีวุฒิปริญญาตรีเพื่อบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรและกรรมการได้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการจัดทำแผ่นเฉลยและคุมเครื่องคอมพิวเตอร์ตรวจให้คะแนน จำเลยที่ 1 ได้ทำการตรวจกระดาษคำตอบของผู้เข้าสอบด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ผลการตรวจข้อสอบที่เครื่องคอมพิวเตอร์ปรากฏว่าไม่ตรงกับที่กองบัญชาการศึกษา กรมตำรวจ ได้แต่งตั้งกรรมการเพื่อตรวจกระดาษคำตอบของผู้สอบผ่านด้วยมือ โดยปรากฏว่ามีบุคคลสอบได้คะแนนน้อยกว่าที่เครื่องคอมพิวเตอร์ตรวจและสอบไม่ผ่านข้อเขียน พยานโจทก์มีความเห็นว่าความผิดพลาดเรื่องผลการตรวจกระดาษคำตอบด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์น่าจะเกิดจากการทุจริต เพราะคะแนนที่ผิดพลาดดังกล่าวได้สูงขึ้นทั้งสามคน และคะแนนสูงขึ้นอย่างมีระบบคือคะแนนสูงขึ้นอยู่ในช่วงที่สอบได้ไม่สูงหรือต่ำกว่านั้น และการผิดพลาดไม่น่าจะเกิดจากการผิดพลาดของเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่เกิดจากการกระทำของบุคคลเป็นผู้กระทำโดยสั่งเครื่องคอมพิวเตอร์ให้พิมพ์คะแนนในกระดาษคำตอบและบันทึกเทปตามความต้องการไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1มาก่อน เชื่อว่าได้เบิกความและทำรายงานตามความเป็นจริง ทั้งมีพยานโจทก์อื่นเบิกความยืนยันว่าได้ส่งช่างผู้ชำนาญมาตรวจสอบบำรุงรักษาและซ่อมแซมแก้ไขอย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง ก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุปรากฏว่าเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ในสภาพปกติจึงฟังได้ว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ทำการตรวจข้อสอบอยู่ในสภาพใช้งานได้ตามปกติ การที่จำเลยที่ 1 คุมเครื่องคอมพิวเตอร์ขณะตรวจข้อสอบอยู่เพียงผู้เดียวมีประสบการณ์และความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์ ย่อมมีความสามารถที่จะแก้ไขโปรแกรมในการตรวจข้อสอบให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ จึงฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่าความผิดพลาดในการตรวจให้คะแนนในกระดาษคำตอบที่ผิดพลาดเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ได้ทำการตั้งโปรแกรมสั่งเครื่องคอมพิวเตอร์พิมพ์คะแนนลงในกระดาษคำตอบและบันทึกคะแนนลงเทปบันทึกข้อมูลซึ่งเป็นเอกสารราชการของกองบัญชาการศึกษา กรมตำรวจ ตามความต้องการของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานและมีหน้าที่ทำ และกรอกข้อความลงในเอกสารดังกล่าว ทำการแก้ไขเพิ่มเติมคะแนนลงในเอกสารดังกล่าวโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้นและการแก้ไขคะแนนดังกล่าวเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงโดยเป็นการกระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่กองบัญชาการศึกษากรมตำรวจ กรรมการตรวจข้อสอบ ผู้เข้าสอบและประชาชน การกระทำของจำเลยที่ 1จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 และ 265 การที่จำเลยที่ 1มอบกระดาษคำตอบซึ่งตรวจแล้วและเทปบันทึกข้อมูลให้แก่กรรมการตรวจข้อสอบไปดำเนินการต่อไปในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่กองบัญชาการศึกษากรมตำรวจ ผู้เข้าสอบและประชาชน จึงมีความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา 265 และเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่กองบัญชาการศึกษา กรมตำรวจ ผู้เข้าสอบและประชาชนและปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ด้วย จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานเรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งหน้าที่เมื่อพยานโจทก์ทั้งสามปากไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 ทั้งไม่มีเหตุสงสัยว่าพยานจะเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 1 คำพยานดังกล่าวจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.226 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227 ประมวลกฎหมายอาญา ม.149 ประมวลกฎหมายอาญา ม.157 ประมวลกฎหมายอาญา ม.161 ประมวลกฎหมายอาญา ม.265 ประมวลกฎหมายอาญา ม.268

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143, 149, 157, 161, 265, 268, 83, 86, 33, 34 ริบเอกสารปลอมและเงิน 150,000 บาท ของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 161, 265, 268 (ที่ถูกมาตรา 268 วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา 265ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง), 157 เป็นกรรมเดียว ผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 4 ปี และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 5 ปี ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมจำคุก 9 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 รวม 2 กระทง ให้จำคุกกระทงละ 2 ปี รวมจำคุก 4 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามคงจำคุกจำเลยที่ 2มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ริบเอกสารปลอมและเงิน 150,000 บาท ที่ได้มาจากการกระทำความผิดของกลาง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 29กันยายน 2534 กองบัญชาการศึกษา กรมตำรวจ ได้จัดให้มีการคัดเลือกด้วยวิธีสอบและสอบแข่งขันข้าราชการตำรวจและบุคคลภายนอกผู้มีวุฒิปริญญาตรีเพื่อบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ปี 2534 จำเลยที่ 1 มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าฝ่ายเตรียมข้อมูลของสถาบันบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงและได้รับแต่งตั้งจากอธิบดีกรมตำรวจให้เป็นกรรมการตรวจข้อสอบและรวมคะแนนในการสอบดังกล่าว และกรรมการได้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการจัดทำแผ่นเฉลยและคุมเครื่องคอมพิวเตอร์ตรวจให้คะแนนตามคำสั่งเอกสารหมาย จ.1 และ จ.6จำเลยที่ 2 เป็นพี่เขยของจำเลยที่ 1 วันที่ 29 กันยายน 2534 จำเลยที่ 1 ได้ทำการตรวจกระดาษคำตอบของผู้เข้าสอบด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สถาบันบริการคอมพิวเตอร์มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผลการตรวจข้อสอบที่เครื่องคอมพิวเตอร์ ปรากฏว่านายภคพัทธ์ ขันทอง ทำข้อสอบถูก 114 ข้อ นายสุวัจชัย รัตนจินดา ทำข้อสอบถูก 115 ข้อ นายวินิต โสมทอง ทำข้อสอบถูก 116 ข้อ เป็นเหตุให้นายภคพัทธ์และนายสุวัจชัยสอบผ่านข้อเขียนสายสอบสวน และนายวินิจสอบผ่านข้อเขียนสายปราบปราม ต่อมากองบัญชาการศึกษา กรมตำรวจ ได้แต่งตั้งกรรมการเพื่อตรวจกระดาษคำตอบของผู้สอบผ่านด้วยมืออีกครั้งหนึ่ง ปรากฏว่าบุคคลทั้งสามสอบได้คะแนนน้อยกว่าที่เครื่องคอมพิวเตอร์ตรวจและสอบไม่ผ่านข้อเขียน โดยนายภคพัทธ์ทำข้อสอบถูกจริงเพียง 80 ข้อ นายสุวัจชัยทำข้อสอบถูกจริงเพียง 72 ข้อ และนายวินิตทำข้อสอบถูกจริงเพียง 70 ข้อ และสอบไม่ผ่านมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำผิดตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษหรือไม่ พยานโจทก์คือพันตำรวจตรีธีรวัฒน์กุสลางกูรวัฒน์ ผู้จัดการฝ่ายระบบงานคอมพิวเตอร์ของบริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์ จำกัด เบิกความยืนยันว่าพยานกับพวกตรวจดูผลคะแนนแล้วมีความเห็นว่า ความผิดพลาดเรื่องผลการตรวจกระดาษคำตอบด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์น่าจะเกิดจากการทุจริต เพราะคะแนนที่ผิดพลาดดังกล่าวได้สูงขึ้นทั้งสามคน และคะแนนสูงขึ้นอย่างมีระบบคือคะแนนสูงขึ้นอยู่ในช่วงที่สอบได้ไม่สูงหรือต่ำกว่านั้น เมื่อไปทำการตรวจเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ตรวจข้อสอบ พยานกับพวกได้นำม้วนเทปในการตรวจข้อสอบจริงเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์และเรียกข้อมูลเฉพาะของนายภคพัทธ์นายสุวัจชัย นายวินิต และข้อมูลผู้ที่อยู่ลำดับเหนือขึ้นไป 10 คน ถัดลงไป 10 คนมาเป็นข้อมูลในการตรวจสอบ หลังจากนั้นจะนำข้อสอบบุคคลเหล่านี้มาตรวจด้วยมืออีกครั้งหนึ่ง ซึ่งผลการตรวจด้วยมือปรากฏว่าคะแนนรายข้อของผู้เข้าสอบคนอื่นตรงกับคะแนนที่ตรวจด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏอยู่ในกระดาษคำตอบ ยกเว้นคะแนนของนายภคพัทธ์ นายสุวัจชัย และนายวินิต ที่มีคะแนนต่ำกว่าคะแนนที่ตรวจด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ พยานกับพวกเห็นว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวสามารถใช้งานได้ดี และการผิดพลาดไม่น่าเกิดจากการผิดพลาดของเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่เกิดจากการกระทำของบุคคลเป็นผู้กระทำ โดยสั่งเครื่องคอมพิวเตอร์ให้พิมพ์คะแนนในกระดาษคำตอบและบันทึกเทปตามความต้องการ พยานกับพวกได้ทำรายงานความเห็นไว้ด้วยปรากฏตามเอกสารหมาย จ.39 เห็นว่า พันตำรวจตรีธีรวัฒน์และผู้ทำรายงานความเห็นตามเอกสารหมาย จ.39 เป็นผู้เชี่ยวชาญและมีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์โดยตรง ไม่ปรากฏว่าเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 มาก่อนเชื่อว่าได้เบิกความและทำรายงานดังกล่าวตามความเป็นจริง ทั้งนายจนง สกุลพันธ์ พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายบริการของบริษัทคอนโทรล ดาต้า (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งมหาวิทยาลัยรามคำแหงได้เช่าเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวมา ก็ได้เบิกความยืนยันว่าบริษัทต้องส่งช่างผู้ชำนาญมาตรวจสอบบำรุงรักษาและซ่อมแซมแก้ไขอย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง ก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุได้ตรวจสอบแล้วปรากฏว่าเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ในสภาพปกติใช้งานได้ พยานได้ทำรายงานการตรวจไว้ตามเอกสารหมาย จ.36 และ จ.37 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ทำการตรวจข้อสอบอยู่ในสภาพใช้งานได้ตามปกติ การที่จำเลยที่ 1 คุมเครื่องคอมพิวเตอร์ขณะตรวจข้อสอบอยู่เพียงผู้เดียว มีประสบการณ์และความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์ ย่อมมีความสามารถที่จะแก้ไขโปรแกรมในการตรวจข้อสอบให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับข้อหาฐานรับสินบนซึ่งศาลฎีกาจะได้วินิจฉัยต่อไปแล้ว ฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่าความผิดพลาดในการตรวจให้คะแนนในกระดาษคำตอบของนายภคพัทธ์ นายสุวัจชัย และนายวินิตเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ได้ทำการตั้งโปรแกรมสั่งเครื่องคอมพิวเตอร์พิมพ์คะแนนในกระดาษคำตอบของบุคคลทั้งสาม และบันทึกคะแนนลงเทปบันทึกข้อมูลซึ่งเป็นเอกสารราชการของกองบัญชาการศึกษา กรมตำรวจ ตามความต้องการของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานและมีหน้าที่ทำและกรอกข้อความลงในเอกสารดังกล่าวทำการแก้ไขเพิ่มเติมคะแนนลงในเอกสารดังกล่าว โดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้นและการแก้ไขคะแนนดังกล่าวเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงโดยเป็นการกระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่กองบัญชาการศึกษากรมตำรวจ กรรมการตรวจข้อสอบ ผู้เข้าสอบและประชาชน การกระทำของจำเลยที่ 1จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 และมาตรา 265 การที่จำเลยที่ 1 มอบกระดาษคำตอบซึ่งตรวจแล้วและเทปบันทึกข้อมูลให้แก่กรรมการตรวจข้อสอบไปดำเนินการต่อไปในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่กองบัญชาการศึกษากรมตำรวจ ผู้เข้าสอบและประชาชน จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา 265 และการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่กองบัญชาการศึกษา กรมตำรวจ ผู้เข้าสอบและประชาชน และปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ด้วย สำหรับความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียก รับทรัพย์สินโดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 นั้น โจทก์มีพยานคือนายธนาพงษ์ อุดมโภคาและนางศรีมุข โสมทอง เบิกความสอดคล้องต้องกันได้ความว่า นายธนาพงษ์เคยรู้จักจำเลยที่ 1 มาแต่เด็กเพราะบ้านอยู่ใกล้กัน ต่อมาทราบจากพี่สาวของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ทำงานที่สถาบันบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงเมื่อนางศรีมุข โสมทอง พี่สาวของนายวินิตมาขอให้ช่วยเหลือเมื่อประมาณต้นเดือนกันยายน 2534 จึงได้ขอเบอร์โทรศัพท์ของจำเลยที่ 1 จากพี่สาวจำเลยที่ 1 และโทรศัพท์ถึงจำเลยที่ 1 ฝากนายวินิต โสมทอง ในการสอบเข้าเป็นตำรวจสัญญาบัตรและบอกเลขประจำตัวสอบให้จำเลยที่ 1 ทราบ โดยเสนอให้เงินจำเลยที่ 1จำนวน 250,000 บาท ต่อมาปรากฏว่านายวินิตสอบข้อเขียนผ่าน นายธนาพงษ์จึงนำเงินจากนางศรีมุขไปให้จำเลยที่ 1 จำนวน 250,000 บาท โดยนัดพบกันที่หน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งนายวินิตพยานโจทก์อีกปากหนึ่งก็ได้มาเบิกความยืนยันว่า นางศรีมุขพี่สาวได้มาขอเลขประจำตัวสอบไป ไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์ทั้งสามปากดังกล่าวมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 ทั้งไม่มีเหตุสงสัยว่าพยานจะเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 1 คำพยานดังกล่าวจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า นายธนาพงษ์ถูกกันไว้เป็นพยานโจทก์ ถ้อยคำของนายธนาพงษ์จึงเกิดจากการจูงใจมีคำมั่นสัญญาไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตามกฎหมายนั้น เห็นว่า ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดห้ามรับฟังคำพยานดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งหน้าที่ จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น พันตำรวจโทอุบล สันติปรีชาวัฒน์ เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า พยานทราบว่าจำเลยที่ 2 รับวิ่งเต้นช่วยเหลือให้บุคคลเข้าสอบรับราชการตำรวจได้ พยานจึงได้ติดต่อจำเลยที่ 2 ให้ช่วยเหลือนายภคพัทธ์หลานชายโดยได้ตกลงกับจำเลยที่ 2 ว่า ถ้านายภคพัทธ์สอบข้อเขียนผ่านพยานจะจ่ายเงินให้300,000 บาท ถ้าสอบไม่ได้จำเลยที่ 2 จะคืนเงินให้ พยานได้จ่ายเงินให้จำเลยที่ 2เป็นแคชเชียร์ธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาตลาดนางบวช จำนวนเงิน 300,000 บาทและพยานได้จดชื่อกับเลขประจำตัวสอบของนายภคพัทธ์ให้จำเลยที่ 2 ไป เมื่อมีการประกาศข้อเขียนปรากฏว่านายภคพัทธ์สอบผ่านข้อเขียน พยานจึงได้ไปพบจำเลยที่ 2 เพื่อให้ช่วยเหลือในการสอบขั้นต่อไป และตกลงจ่ายเงินให้จำเลยที่ 2 อีกเป็นเงิน120,000 บาท โดยจ่ายเป็นแคชเชียร์เช็คของธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาตลาดนางบวช ต่อมาวันที่ 12 พฤศจิกายน 2534 นายภคพัทธ์ได้โทรศัพท์แจ้งให้ทราบว่า ผลสอบไม่ผ่าน พยานจึงให้นายภคพัทธ์ทำหนังสือร้องเรียนตามเอกสารหมาย จ.32 ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็เบิกความยอมรับว่าได้รับเงินจำนวน420,000 บาท จากพันตำรวจโทอุบลจริง แต่เป็นการจ่ายเงินค่าเช่าพระสมเด็จที่เช่าไปจากจำเลยที่ 2 ซึ่งภายหลังได้ขอคืนพระเครื่องดังกล่าวพร้อมขอเงินคืนแต่จำเลยที่ 2 ไม่ยอม เห็นว่า ข้ออ้างเรื่องค่าเช่าพระเครื่องของจำเลยที่ 2 ไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนให้น่าเชื่อถือแต่ประการใด ไม่อาจรับฟังหักล้างพยานโจทก์ดังกล่าวได้ จึงเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 เรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นน้องเขยของจำเลยที่ 2 และเป็นเจ้าพนักงาน โดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมาย หรือโดยอิทธิพลของตนให้กระทำการ หรือไม่กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือโทษแก่บุคคลใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 และโจทก์มีพยานอีกปากหนึ่งคือนายสมศักดิ์ พลายโถ เบิกความว่า นายสันติ หยองอนุกูล พี่เขยของนายุวัจชัย รัตนจินดา ผู้เข้าสอบได้ติดต่อพยานซึ่งเป็นเพื่อนบ้านกันให้ช่วยเหลือนายสุวัจชัยให้สอบเข้าเป็นตำรวจได้พยานจึงได้ติดต่อจำเลยที่ 2 ซึ่งรู้จักกันมาก่อนให้ช่วยเหลือจำเลยที่ 2 เรียกค่าตอบแทน 550,000 บาท วันที่ 16 กันยายน 2534 พยานได้นำเงินจำนวน 550,000 บาท ของนายสันติไปมอบให้จำเลยที่ 2 ที่บ้าน และได้จดชื่อนามสกุลนายสุวัจชัยมอบให้จำเลยที่ 2 ไว้หลังจากนั้นประมาณ 10 วัน จำเลยที่ 2 ได้โทรศัพท์แจ้งให้พยานทราบว่านายสุวัจชัยสอบผ่านแล้ว ซึ่งนายสันติ หยองธนากุลก็ได้มาเบิกความเป็นพยานโจทก์สอดคล้องต้องกันว่าพยานได้ติดต่อนายสมศักดิ์ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านกันให้ช่วยเหลือฝากนายสุวัจชัยน้องชายของภริยาเข้าเป็นตำรวจ นายสมศักดิ์รับจะช่วยวิ่งเต้นให้โดยขอเรียกเงินจำนวน 550,000 บาท พยานได้ให้แคชเชียร์เช็คของธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาสามพราน สั่งจ่ายเงินจำนวน 550,000 บาท ตามเอกสารหมาย ป.จ. 1/1 (ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี) ไปมอบให้นายสมศักดิ์ แต่นายสมศักดิ์ขอเป็นเงินสด พยานจึงให้นายสมศักดิ์ขับรถยนต์พาไปเบิกเงินสดและพยานได้มอบเงินให้นายสมศักดิ์ไปดำเนินการช่วยเหลือ ต่อมาทราบว่านายสุวัจชัยสอบผ่านข้อเขียนและต่อมาได้รับแจ้งจากนายสุวัจชัยว่าในการประกาศผลสอบครั้งสุดท้ายไม่ผ่าน เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อที่จำเลยที่ 2 ได้ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.58 ว่าได้รับเงินจากนายสมศักดิ์เพื่อจะนำไปให้จำเลยที่ 1 เพื่อช่วยเหลือนายสุวัจชัยแล้ว เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้มั่นคงว่า จำเลยที่ 2 เรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจจำเลยที่ 1โดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมาย หรือโดยอิทธิพลของตนให้กระทำการช่วยเหลือนายสุวัจชัยให้สอบเข้าเป็นตำรวจชั้นสัญญาบัตรได้อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 อีกกระทงหนึ่ง ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 265/2543 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นาย อดิเรก เอกถึก กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นาย อดิเรก เอกถึก กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิเทพ ศิริพากย์ · มงคล ทับเที่ยง · ปุญพัฒน์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5182/2559ฎีกา 185/2535ฎีกา 824/2535ฎีกา 3911/2568ฎีกา 605/2511ฎีกา 4225/2559ฎีกา 1148/2534ฎีกา 7281/2537ฎีกา 2963/2535ฎีกา 831/2541ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2766/2546ฎีกา 7601/2540ฎีกา 2936/2543ฎีกา 2234/2535ฎีกา 2747/2529ฎีกา 435/2535ฎีกา 581/2527ฎีกา 693/2526ฎีกา 9083/2544ฎีกา 15230/2555ฎีกา 3361/2536ฎีกา 2724/2519ฎีกา 413/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ