⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4340/2543

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4340/2543

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การใช้สำเนาเอกสารราชการที่ถูกแก้ไขตัวเลขอันเป็นการปลอมแปลง ถือเป็นความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม แม้จะเป็นการปลอมแปลงในสำเนาเอกสารราชการก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

สำเนาหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินที่จำเลยนำไปใช้ เป็นภาพถ่ายจากต้นฉบับเอกสารราชการเพียงแต่แตกต่างกันในตัวเลขเกี่ยวกับราคาประเมินเท่านั้น กล่าวคือ เอกสารที่แท้จริงซึ่งเป็นต้นฉบับระบุราคาประเมินที่ดินจำนวน 28,000 บาท แต่ตามภาพถ่ายสำเนาหนังสือรับรองราคาประเมินระบุราคาประเมินที่ดินจำนวน 828,000 บาทดังนั้น สำเนาหนังสือรับรองราคาประเมินจึงเป็นการแก้ไขตัวเลขอันเป็นการทำปลอมขึ้นจากหนังสือรับรองราคาประเมินซึ่งเป็นเอกสารราชการที่แท้จริงแม้จะเป็นการทำปลอมในสำเนาเอกสารราชการก็ต้องถือว่าเป็นการปลอมเอกสารราชการ เมื่อจำเลยได้นำสำเนาหนังสือรับรองราคาประเมินไปใช้แสดงต่อโจทก์ร่วมเพื่อให้หลงเชื่อว่าเป็นภาพถ่ายจากเอกสารที่แท้จริง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม ตามฟ้องโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265,268 ซึ่งมีโทษจำคุกหกเดือนถึงห้าปี จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้น แม้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วจะได้ความว่า การกระทำของจำเลยเป็นเพียงความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งมีอัตราโทษอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงก็ไม่ทำให้อำนาจฟ้องของโจทก์เปลี่ยนแปลงไป ศาลชั้นต้นยังคงมีอำนาจที่จะพิพากษาคดีต่อไป

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.157 ประมวลกฎหมายอาญา ม.265 ประมวลกฎหมายอาญา ม.268 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม.19

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264,265, 268, 341, 91 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 500,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายพินัย ไตรวิวัฒน์วงศ์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 (ที่ถูกต้องเป็นมาตรา 268 วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา 265, 341)การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 268 (ที่ถูกต้องเป็นมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265)ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 วางโทษจำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 500,000 บาท แก่โจทก์ร่วม จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นสั่งรับเฉพาะฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้ตกลงซื้อที่ดินเลขที่ 2338 เลขที่ดิน 29 หน้าสำรวจ 156ตำบลนาตาล่วง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง จากจำเลยในราคา 550,000 บาทปรากฏตามสัญญาจะซื้อขาย เอกสารหมาย จ.3 โดยในการซื้อขายจำเลยได้นำแผนที่แสดงที่ตั้งของที่ดินตามเอกสารหมาย จ.1 และสำเนาหนังสือรับรองราคาประเมินเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งเป็นเอกสารปลอมแสดงต่อโจทก์ร่วมเพื่อให้โจทก์ร่วมเข้าใจว่าที่ดินดังกล่าวมีราคาประเมินเป็นเงิน 828,000 บาท แต่ความจริงราคาประเมินที่ดินมีเพียง 28,000 บาท เท่านั้น ตามเอกสารหมาย ปล.1 ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่าการที่จำเลยนำเอกสารหมาย จ.2 ไปใช้แสดงต่อโจทก์ร่วมเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 หรือไม่ และศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ ในประเด็นแรกจะต้องวินิจฉัยเป็นเบื้องต้นก่อนว่า สำเนาหนังสือรับรองราคาประเมินตามเอกสารหมาย จ.2 เป็นเอกสารราชการหรือไม่ เห็นว่า เอกสารหมาย จ.2 เป็นภาพถ่ายจากต้นฉบับเอกสารราชการ คือเอกสารหมาย ปล.1 เพียงแต่แตกต่างกันในตัวเลขเกี่ยวกับราคาประเมินเท่านั้น กล่าวคือเอกสารที่แท้จริงซึ่งเป็นต้นฉบับตามเอกสารหมาย ปล.1 ระบุราคาประเมินที่ดินจำนวน 28,000 บาท แต่ตามภาพถ่ายเอกสารหมาย จ.2 ระบุราคาประเมินที่ดินจำนวน 828,000 บาท ดังนี้ ตามเอกสารหมาย จ.2 จึงเป็นการแก้ไขตัวเลขอันเป็นการทำปลอมขึ้นจากเอกสารหมาย ปล.1 ซึ่งเป็นเอกสารราชการที่แท้จริงแม้จะเป็นการทำปลอมในสำเนาเอกสารราชการก็ต้องถือว่าเป็นการปลอมเอกสารราชการ เมื่อจำเลยได้นำเอกสารหมาย จ.2 ไปใช้แสดงต่อโจทก์ร่วมเพื่อให้หลงเชื่อว่าเป็นภาพถ่ายจากเอกสารที่แท้จริง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่าศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ตามฟ้องโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 ซึ่งมีโทษจำคุกหกเดือนถึงห้าปีจึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นแม้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วจะได้ความว่า การกระทำของจำเลยเป็นเพียงความผิดฐานฉ้อโกง ซึ่งมีอัตราโทษอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงก็ไม่ทำให้อำนาจฟ้องของโจทก์เปลี่ยนแปลงไป ศาลชั้นต้นยังคงมีอำนาจที่จะพิพากษาคดีต่อไป หาใช่เป็นว่าอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเช่นนี้อยู่ในอำนาจของศาลแขวง ดังที่จำเลยฎีกาไม่ ฎีกาของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้นทุกข้อ" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4340/2543 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ โจทก์ร่วม โจทก์ นาย พินัย ไตรวิวัฒน์วงศ์ โจทก์ นางสาว อุบล มาศวิเชียร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · โจทก์ - โจทก์ร่วม · โจทก์ - นาย พินัย ไตรวิวัฒน์วงศ์ · จำเลย - นางสาว อุบล มาศวิเชียร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มงคล ทับเที่ยง · วิเทพ ศิริพากย์ · ปุญพัฒน์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1603/2511ฎีกา 255/2529ฎีกา 3637/2559ฎีกา 17579/2555ฎีกา 9026/2553ฎีกา 415/2469ฎีกา 90/2468ฎีกา 456/2506ฎีกา 2639-2641/2517ฎีกา 2918/2522ฎีกา 98/2537ฎีกา 414/2531ฎีกา 2014-2015/2539ฎีกา 3935/2550ฎีกา 2907/2526ฎีกา 468/2566ฎีกา 3911/2568ฎีกา 4225/2559ฎีกา 4048/2528ฎีกา 2766/2546ฎีกา 7362/2538ฎีกา 5138/2537ฎีกา 3535/2528ฎีกา 321/2482
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ