⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 471/2543

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 471/2543

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยอ้างว่าไม่ทราบว่าทรัพย์ที่นำไปขายฝากเป็นของปลอมนั้นฟังไม่ขึ้น หากจำเลยครอบครองทรัพย์นั้นมาโดยตลอด ย่อมต้องทราบถึงลักษณะของทรัพย์นั้นเป็นอย่างดี การกระทำที่ดูเหมือนปกติวิสัยของผู้สุจริต เช่น การใช้ชื่อจริงหรือยอมให้ตรวจสอบทรัพย์สิน อาจเป็นเพียงกลอุบายของผู้มีเจตนาทุจริตเพื่อหลอกลวงให้ได้มาซึ่งประโยชน์โดยมิชอบ

ย่อคำพิพากษา

ตอนจำเลยนำสร้อยข้อมือของกลางมาขายฝากผู้เสียหาย จำเลยบอกว่าเป็นสร้อยข้อมือที่จำเลยสั่งทำเองโดยมีน้ำหนักมากกว่าปกติเพราะอาจมีการชุบเคลือบหนาไว้ แสดงว่าสร้อยข้อมือดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของจำเลยมาโดยตลอด ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยจะไม่รู้ว่าสร้อยข้อมือนั้นเป็นทองคำปลอมและจำเลยพูดจาหว่านล้อมหลอกลวงจนผู้เสียหายหลงเชื่อได้เป็นผลสำเร็จต่อมาเมื่อปรากฏว่าสร้อยข้อมือของกลางเป็นทองคำปลอม จำเลยกลับต่อสู้ว่าสร้อยข้อมือเป็นของภริยาจำเลยและจำเลยไม่ทราบมาก่อนว่าเป็นทองคำปลอมจึงเชื่อไม่ได้ส่วนการที่จำเลยใช้ชื่อตัวและชื่อสกุลตามความเป็นจริงในใบสัญญาขายฝาก หรือยอมให้ตรวจสอบสร้อยข้อมือในชั้นขายขาดโดยวิธีลนไฟนั้น เป็นเรื่องตามปกติวิสัยของผู้ที่มีเจตนาทุจริตที่ยอมกระทำทุกสิ่งทุกอย่างเพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์อันมิชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองโดยไม่คำนึงถึงผลร้ายอันจะเกิดขึ้นภายหลังว่าจะเป็นประการใด ทั้งการที่จำเลยยินยอมจ่ายเงิน 30,000 บาท แก่ผู้เสียหายโดยมีบุคคลทำหนังสือค้ำประกันเพื่อไม่เอาความแก่กันย่อมเป็นเหตุผลที่สนับสนุนว่าจำเลยกระทำความผิดเป็นอย่างดี พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฉ้อโกง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227 ประมวลกฎหมายอาญา ม.341

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยหลอกลวงนายจุมพฏ ลิขิตวัฒนาไพศาล ผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งโดยนำสร้อยข้อมือทองปลอมน้ำหนักประมาณ 62.2 กรัม จำนวน 1 เส้น ของกลาง มาขายฝากแก่ผู้เสียหาย และแจ้งแก่ผู้เสียหายว่าเป็นสร้อยข้อมือทองคำ อันเป็นความเท็จ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อยอมรับซื้อของกลาง และจำเลยได้ไปซึ่งเงินสดจำนวน 20,000 บาท จากผู้เสียหายโดยทุจริตขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 33 ริบของกลางและให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 20,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ลงโทษจำคุก 2 เดือน ริบของกลางและให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 20,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้อง คืนของกลางให้แก่เจ้าของนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในสำนวนฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่ดังโจทก์กล่าวหา จำเลยนำสร้อยข้อมือของกลางมาขายฝากแก่ผู้เสียหายโดยอ้างว่าเป็นทองคำแท้ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงรับซื้อฝากไว้ในราคา 20,000 บาท ตามใบสัญญาขายฝากเอกสารหมาย จ.1 ต่อมาภายหลังมีการตกลงขายขาดของกลางดังกล่าว เมื่อตรวจสอบโดยใช้ไฟลนแล้ว ปรากฏว่าของกลางดังกล่าวเป็นทองคำปลอม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายพยานโจทก์ว่าจำเลยบอกผู้เสียหายว่า สร้อยข้อมือของกลางที่จำเลยนำมาขายฝากนี้จำเลยเป็นผู้สั่งทำเอง ทั้งจำเลยยังบอกผู้เสียหายด้วยว่า ที่สร้อยข้อมือของกลางมีน้ำหนักมากกว่าปกติ เพราะอาจมีการชุบเคลือบหนาได้ แสดงว่าสร้อยข้อมือของกลางอยู่ในความครอบครองของจำเลยมาโดยตลอด ไม่มีเหตุอันใดที่จำเลยจะไม่รู้ว่าสร้อยข้อมือของกลางเป็นทองคำปลอม จำเลยจึงพูดจาหว่านล้อมอันเป็นการหลอกลวงให้ผู้เสียหายหลงเชื่อได้เป็นผลสำเร็จ ครั้นเมื่อความปรากฏในภายหลังว่าสร้อยข้อมือของกลางเป็นทองคำปลอม จำเลยกลับต่อสู้ว่าสร้อยข้อมือของกลางเป็นของภริยาจำเลยได้มาจากการแต่งงาน ซึ่งจำเลยไม่ทราบมาก่อนว่าเป็นทองคำปลอมซึ่งเชื่อไม่ได้ส่วนที่ได้ความว่า จำเลยใช้ชื่อตัวและชื่อสกุลตามความเป็นจริงในใบสัญญาขายฝากเอกสารหมาย จ.1 ก็ดี หรือยอมให้ตรวจสอบของกลางในชั้นขายขาดโดยวิธีลนไฟก็ดีเห็นว่า เป็นเรื่องตามปกติวิสัยของผู้ที่มีเจตนาทุจริตที่ยอมกระทำทุกสิ่งทุกอย่างเพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์อันมิชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง โดยไม่คำนึงถึงผลร้ายอันเกิดขึ้นภายหลังว่าจะเป็นประการใด พฤติการณ์ดังกล่าวหาเป็นพิรุธแก่คดีของโจทก์ไม่อนึ่ง การที่จำเลยยินยอมจ่ายเงินจำนวน 30,000 บาท แก่ผู้เสียหายโดยมีบุคคลทำหนังสือค้ำประกัน เพื่อไม่เอาความแก่กันย่อมเป็นเหตุผลที่สนับสนุนว่าจำเลยกระทำความผิดเป็นอย่างดี พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องมานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 471/2543 พนักงานอัยการประจำศาลแขวงพิษณุโลก โจทก์ นายสมเดช จำนงค์ศรี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลแขวงพิษณุโลก · จำเลย - นายสมเดช จำนงค์ศรี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุวัตร์ สุขเกษม · วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์ · วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3027/2540ฎีกา 2593/2521ฎีกา 185/2535ฎีกา 98/2537ฎีกา 4979/2541ฎีกา 915/2566ฎีกา 824/2535ฎีกา 2303/2518ฎีกา 599/2532ฎีกา 4046/2536ฎีกา 6196/2534ฎีกา 1149/2536ฎีกา 4225/2559ฎีกา 4009/2566ฎีกา 1148/2534ฎีกา 240/2535ฎีกา 2963/2535ฎีกา 3284/2543ฎีกา 525/2541ฎีกา 831/2541ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2766/2546ฎีกา 7601/2540ฎีกา 16889/2555
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ