คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5654/2543
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อข้อเท็จจริงที่ยกมาฟ้องคดีใหม่เป็นข้อเท็จจริงเดียวกันกับที่ควรยกขึ้นว่ากล่าวในคดีเดิมและได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว การฟ้องคดีใหม่นั้นเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตามกฎหมาย
ย่อคำพิพากษา
คดีเดิมเมื่อจำเลยในคดีนี้ฟ้องเรียกให้โจทก์ชำระเงินตามสัญญากู้ยืมและบังคับจำนอง โจทก์มิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การเลยว่า โจทก์ไม่ได้รับเงินตามสัญญาเพื่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทในคดีนั้น อันเป็นความบกพร่องไม่รอบคอบของโจทก์เอง เมื่อศาลพิพากษาว่าได้มีการกู้เงินไปตามฟ้องจริงและคดีถึงที่สุดไปแล้วโจทก์จะกลับมาฟ้องคดีใหม่อ้างเหตุว่า ความจริงแล้วโจทก์ไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้ยืมและบังคับจำนองจากจำเลย ขอให้ห้ามมิให้คำพิพากษาในคดีเดิมมีผลใช้บังคับแก่โจทก์ดังนี้ เท่ากับเป็นการรื้อร้องฟ้องคดีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ทั้ง ๆ ที่เป็นคู่ความรายเดียวกัน ซึ่งต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวนั้นให้ต้องกลับมาวินิจฉัยซ้ำในเหตุเดียวกันอีกว่าได้มีการกู้เงินไปตามฟ้องจริงหรือไม่ จึงเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ.มาตรา 148
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางสาวประทวน ติ่งแตง · จำเลย - นายพงษ์ศิริ กิตยารักษ์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | พิชิต คำแฝง · ผล อนุวัตรนิติการ · สมศักดิ์ เทวรักษ์กุล |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดชลบุรี - นายพีระ จุ่งพิวัฒน์ · ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ - นายทวี เนียมประดิษฐ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา