⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7010/2543

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7010/2543

ป.พ.พ. ม.149, 194

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ถือบัตรหลักต้องร่วมรับผิดในหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเสริมของผู้ที่ตนมอบเครดิตให้

ย่อคำพิพากษา

ในคู่มือการใช้บัตรเครดิต ผู้ถือบัตรหลักสามารถมอบเครดิตของตนให้ได้เฉพาะสมาชิกในครอบครัว ด้วยการสมัครให้เป็นสมาชิกบัตรเสริม นอกจากนี้การแจ้งยอดค่าใช้จ่ายของบัตรหลักและบัตรเสริมกำหนดให้แจ้งแก่ผู้ถือบัตรหลักเท่านั้น ดังนี้ แสดงให้เห็นเจตนาของคู่สัญญาว่าผู้ถือบัตรหลักต้องร่วมรับผิดชอบในการใช้บัตรของผู้ถือบัตรเสริมซึ่งเป็นสมาชิกครอบครัวเดียวกันด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์ออกบัตรเสริมแก่จำเลยที่ 2 ผู้เป็นสามีจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรหลักจึงต้องร่วมรับผิดในหนี้ของบัตรเสริมเสมือนกับเป็นหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรของตนเอง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.149 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.194

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.149 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.194 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๘๓,๘๗๔.๓๖ บาท และจำเลยที่ ๒ ชำระเงิน ๘๒,๗๓๔.๕๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ในต้นเงิน ๔๔,๗๙๔.๑๗ บาท และต้นเงิน ๔๔,๑๙๐.๖๕ บาท ตามลำดับ นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๖๑๒.๗๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๓๔ และจำเลยที่ ๒ ชำระเงิน ๔๕,๒๖๙.๓๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ในต้นเงิน ๔๔,๑๙๐.๖๕ บาท นับแต่วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๓๕ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๓๒ จำเลยที่ ๑ ยื่นคำขอใช้บัตรเครดิตของโจทก์ และขอให้โจทก์ออกบัตรเครดิตประเภทบัตรเสริมให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยใช้วงเงินเดียวกัน โจทก์อนุมัติวงเงินการใช้บัตรเครดิตให้แก่จำเลยทั้งสองจำนวนเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท ภายหลังทำสัญญาจำเลยทั้งสองได้รับบัตรเครดิตไปจากโจทก์และนำบัตรเครดิตไปใช้ซื้อสินค้า ชำระค่าบริการและเบิกถอนเงินสดหลายครั้ง โจทก์แจ้งยอดหนี้ให้จำเลยทั้งสองทราบ จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวยกเลิกบัตรเครดิตและทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ภายใน ๗ วัน นับแต่วันที่จำเลยทั้งสองได้รับหรือถือว่าได้รับหนังสือบอกกล่าว ซึ่งจำเลยทั้งสองได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๔๐ สัญญานี้จึงเลิกกันวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๔๐ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีเพียงว่า จำเลยที่ ๑ จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๒ ในหนี้บัตรเสริมต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามคำขอใช้บัตรเครดิตรายละเอียดที่ระบุในคำขอ เช่น ประวัติ ที่อยู่ อาชีพ รายได้ สถานที่ส่งใบเรียกเก็บเงินตลอดจนการชำระเงิน ล้วนเป็นรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับผู้ขอบัตรหลักคือจำเลยที่ ๑ ส่วนรายละเอียดของผู้ขอบัตรเสริมคือจำเลยที่ ๒ นั้น เป็นเพียงข้อมูลเท่าที่จำเป็นเพื่อทราบว่าเป็นใคร เกี่ยวข้องกับผู้ขอบัตรหลักอย่างไร ในการอนุมัติโจทก์ได้พิจารณาอนุมัติโดยคำนึงถึงข้อมูล ความสามารถในการชำระเงินของจำเลยที่ ๑ ผู้ขอบัตรหลักซึ่งเป็นคู่สัญญาโดยตรงเท่านั้น วงเงินของบัตรเสริมก็ใช้ร่วมกับวงเงินของบัตรหลักที่โจทก์อนุมัติให้จำเลยที่ ๑ หากปราศจากบัตรหลักแล้วย่อมไม่อาจทำสัญญาขอใช้บัตรเสริมได้โดยลำพัง ทั้งจำเลยที่ ๑ ลงชื่อรับรองไว้ในคำขอว่า จำเลยที่ ๑ ยินยอมผูกพันตามระเบียบและเงื่อนไขของโจทก์ที่กำหนดไว้ทุกประการซึ่งในคู่มือการใช้บัตร ผู้ถือบัตรหลักสามารถมอบเครดิตของตนให้ได้เฉพาะสมาชิกในครอบครัว ด้วยการสมัครให้เป็นสมาชิกบัตรเสริม ดังนี้ แสดงให้เห็นเจตนาของคู่สัญญาว่าผู้ถือบัตรหลักต้องร่วมรับผิดชอบในการใช้บัตรของผู้ถือบัตรเสริมซึ่งเป็นสมาชิกครอบครัวเดียวกันด้วย เมื่อจำเลยที่ ๑ ขอให้โจทก์ออกบัตรเสริมแก่จำเลยที่ ๒ ผู้เป็นสามี จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรหลักจึงต้องร่วมรับผิดในหนี้ของบัตรเสริมเสมือนกับเป็นหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรของตนเอง ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดในหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตแยกต่างหากจากกันไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๒ ในหนี้ของจำเลยที่ ๒ ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๑,๐๐๐ บาท. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7010/2543 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โจทก์ นางอนงค์ เชาวนะหรือลอยมา กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) · จำเลย - นางอนงค์ เชาวนะหรือลอยมา กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชวลิต ศรีสง่า · ระพินทร บรรจงศิลป · วิเทพ ศิริพากย์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายสุวิทย์ เศวตสุนทร · ศาลอุทธรณ์ - นายบุญสิทธิ์ คงสุวรรณ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4244/2539ฎีกา 1800/2511ฎีกา 2843/2546ฎีกา 6549/2542ฎีกา 612-615/2519ฎีกา 4564/2543ฎีกา 2224/2528ฎีกา 8543/2544ฎีกา 7966/2544ฎีกา 2242/2531ฎีกา 2257/2543ฎีกา 4458/2565ฎีกา 4973/2552ฎีกา 427/2523ฎีกา 100/2497ฎีกา 1183/2521ฎีกา 6565/2544ฎีกา 2302/2533ฎีกา 2087/2535ฎีกา 8534/2542ฎีกา 1158/2519ฎีกา 316/2491ฎีกา 7470/2543ฎีกา 1401/2553
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา