⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 941/2543

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 941/2543

ป.วิ.อาญา ม.227

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากพยานหลักฐานของโจทก์มีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย

ย่อคำพิพากษา

โจทก์มีแต่ผู้เสียหายเพียงปากเดียวที่เบิกความว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์มากับคนร้ายอีกคนหนึ่งซึ่งสวมหมวกกันน็อก และกระโดดลงมาดึงท้ายรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย ใช้อาวุธปืนยิงขู่ขึ้นฟ้าพร้อมกับกระชากเอาสร้อยข้อมือและสร้อยคอทองคำที่ผู้เสียหายสวมอยู่ไป เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดโดยกระทันหัน ผู้เสียหายเป็นหญิงย่อมตกใจกลัวเป็นธรรมดา ทั้งยังมีโอกาสเห็นหน้าคนร้ายในช่วงระยะเวลาสั้นในขณะรถจักรยานที่ถีบอยู่ถูกดึงให้เสียหลักและหันกลับมามองเพราะถูกคนร้ายจับแขนซ้าย อีกทั้งผู้เสียหายยังมีบุตรอีกสองคนซ้อนท้ายรถจักรยานให้เป็นห่วงในความปลอดภัยด้วย จึงไม่น่าเชื่อว่าผู้เสียหายจะสามารถสังเกตเห็นคนร้ายได้โดยถนัดชัดเจน จำเลยให้การปฏิเสธตลอดมาตั้งแต่ต้นจนถึงชั้นพิจารณา ทั้งไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานสามารถตรวจยึดได้วัตถุพยานจากจำเลยอันจะเป็นข้อพิสูจน์แสดงว่าจำเลยเป็นคนร้ายรายนี้แต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์มีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,339, 340 ตรี กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 28,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 วรรคสอง, 340 ตรี จำคุก 15 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 28,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยแก้ฎีกาว่าไม่มีการชิงทรัพย์เกิดขึ้นนั้น เห็นว่า โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันว่า ถูกคนร้ายสองคนร่วมกันชิงทรัพย์สร้อยข้อมือและสร้อยคอทองคำไปในขณะถีบรถจักรยานพาบุตรสองคนกลับบ้าน แม้หลังเกิดเหตุเมื่อคนร้ายหลบหนีไปแล้ว ผู้เสียหายจะไม่ได้ไปแจ้งความให้เจ้าพนักงานตำรวจทราบทันที แต่ก็ไม่มีพฤติการณ์ที่เป็นข้อพิรุธส่อแสดงว่าผู้เสียหายได้สร้างเรื่องขึ้นโดยไม่เป็นความจริง เพราะขณะนั้นเป็นเวลาใกล้พลบค่ำแล้วผู้เสียหายต้องกลับบ้านและอยู่ดูแลบุตรทั้งสองคนซึ่งยังเล็กอยู่แต่โดยลำพังผู้เดียวและเมื่อเช้าวันรุ่งขึ้นผู้เสียหายก็ได้ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสระบุรีว่า ถูกคนร้ายชิงทรัพย์สร้อยข้อมือและสร้อยคอทองคำไปในวันเกิดเหตุ จึงฟังได้ว่าได้เกิดเหตุคนร้ายชิงทรัพย์ผู้เสียหายไปจริงตามฟ้อง ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยเป็นคนร้ายคนหนึ่งที่ชิงทรัพย์ผู้เสียหายดังกล่าว ขอให้ลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า โจทก์มีแต่ผู้เสียหายเพียงปากเดียวที่เบิกความว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์มากับคนร้ายอีกคนหนึ่งซึ่งสวมหมวกกันน็อกและกระโดดลงมาดึงท้ายรถจักรยานของผู้เสียหาย ใช้อาวุธปืนยิงขู่ขึ้นฟ้าพร้อมกับกระชากเอาสร้อยข้อมือและสร้อยคอทองคำที่ผู้เสียหายสวมอยู่ไป แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดโดยกระทันหัน ผู้เสียหายเป็นหญิงย่อมตกใจกลัวเป็นธรรมดาทั้งยังมีโอกาสเห็นหน้าคนร้ายในช่วงระยะเวลาสั้นในขณะรถจักรยานที่ถีบอยู่ถูกดึงให้เสียหลักและหันกลับมามองเพราะถูกคนร้ายจับแขนซ้าย นอกจากนั้นผู้เสียหายยังมีบุตรอีกสองคนซ้อนท้ายรถจักรยานให้เป็นห่วงในความปลอดภัยด้วย จึงไม่น่าเชื่อว่าผู้เสียหายจะสามารถสังเกตเห็นคนร้ายได้โดยถนัดชัดเจน ที่ผู้เสียหายอ้างว่าได้ยืนยันต่อเจ้าพนักงานตำรวจในวันรุ่งขึ้นที่ไปแจ้งความว่าคนร้ายที่เข้ามากระชากสร้อยข้อมือและสร้อยคอทองคำ มีรอยสักที่บริเวณคอ และภาพถ่ายจำเลยในทะเบียนประวัติอาชญากรที่เจ้าพนักงานตำรวจนำมาให้ดูเป็นภาพถ่ายของคนร้ายดังกล่าวนั้น แสดงว่าเจ้าพนักงานตำรวจได้ทราบถึงตัวคนร้ายและที่อยู่แล้วตั้งแต่วันนั้น แต่กลับไม่ปรากฏว่าได้มีการดำเนินการติดตามจับกุมจำเลย ทั้งที่หลังเกิดเหตุแล้วจำเลยมิได้หลบหนีแต่อย่างใด และหากเป็นความจริงดังที่ผู้เสียหายยืนยันดังกล่าว ย่อมไม่มีเหตุที่ร้อยตำรวจเอกประดิษฐ์ วงศ์เสาร์ เจ้าพนักงานตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่สืบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสระบุรีพยานโจทก์ ซึ่งได้สอบถามถึงลักษณะรูปพรรณคนร้ายจากผู้เสียหายในวันที่มาแจ้งความ จะต้องให้นายสู้รบ พันธุ์บุตร สายลับเจ้าพนักงานตำรวจช่วยสืบหาคนร้ายแต่อย่างใด แม้นายสู้รบจะเบิกความว่า วันเกิดเหตุเห็นจำเลยซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ผ่านหน้าบ้านตนไปทางหน้าวัดกุดนกเปล้าซึ่งเป็นบริเวณที่เกิดเหตุ โดยคนขับรถจักรยานยนต์สวมหมวกกันน็อกก็ตาม แต่ก็ยังไม่อาจชี้ให้เห็นโดยชัดว่าจำเลยเป็นคนร้าย จำเลยให้การปฏิเสธตลอดมาตั้งแต่ต้นจนถึงชั้นพิจารณา ทั้งไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานสามารถตรวจยึดได้วัตถุพยานจากจำเลยอันจะเป็นข้อพิสูจน์แสดงว่าจำเลยเป็นคนร้ายรายนี้แต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์มีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 941/2543 พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี โจทก์ นาย เกรียงศักดิ์ ชัยศักดิ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี · จำเลย - นาย เกรียงศักดิ์ ชัยศักดิ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมชาย พงษธา · กมล เพียรพิทักษ์ · จรัส พวงมณี
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3027/2540ฎีกา 185/2535ฎีกา 98/2537ฎีกา 4979/2541ฎีกา 824/2535ฎีกา 2015/2521ฎีกา 1149/2536ฎีกา 1148/2534ฎีกา 240/2535ฎีกา 2963/2535ฎีกา 3284/2543ฎีกา 525/2541ฎีกา 831/2541ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7601/2540ฎีกา 3800/2564ฎีกา 2936/2543ฎีกา 2234/2535ฎีกา 6856/2544ฎีกา 362/2540ฎีกา 5702/2533ฎีกา 435/2535ฎีกา 7490/2540ฎีกา 66/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ