คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3114/2544
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยบางส่วน จำเลยอื่นที่เหลืออยู่ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจะอ้างการชำระหนี้ของจำเลยที่ถูกถอนฟ้องเพื่อยกข้อต่อสู้ของตนเองไม่ได้ หากการชำระหนี้นั้นเป็นเรื่องนอกเหนือประเด็นแห่งคดีที่ฟ้องร้องอยู่.
ย่อคำพิพากษา
จำเลยทั้งหกให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์จำเลยทั้งหกเสร็จสิ้น ในวันนัดอ่าน คำพิพากษา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ไม่คัดค้าน แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 แถลงคัดค้านว่าทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เสียเปรียบและยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ได้ชำระเงินให้แก่โจทก์ 10,000,000 บาท ก่อนวันที่ศาลชั้นต้นนัดอ่านคำพิพากษา จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นผู้ค้ำประกันรับผิดร่วมกันในวงเงิน 400,000 บาท หากจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ชำระเงินให้โจทก์ 10,000,000 บาท จริง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมพ้นความรับผิดไปด้วย ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ 10,000,000 บาท ก่อนวันที่ศาลชั้นต้นนัดอ่านคำพิพากษา เป็นการกล่าวอ้างว่ามีการชำระหนี้นอกศาลและเป็นเรื่องนอกประเด็นข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงอ้างข้อเท็จจริงดังกล่าวมาให้ศาลไต่สวนเพื่อวินิจฉัยยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ไม่ได้ ทั้งศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ตามคำคัดค้านของจำเลยที 2 และที่ 3 แล้ว ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าไม่มีเหตุที่จะไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงชอบแล้ว
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงิน ๑๘,๑๓๕,๔๓๘.๐๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๗,๐๙๔,๓๒๓.๕๒ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๓๘๑ ตำบลบางกุ้ง อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด นำเงินชำระหนี้ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งหกออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน
จำเลยทั้งหกให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์จำเลยทั้งหกเสร็จสิ้น และนัดอ่านคำพิพากษาวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๔๑ ในวันนัดอ่าน คำพิพากษา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๖ โดยจำเลยที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๖ ไม่คัดค้านการ ถอนฟ้อง แต่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ แถลงคัดค้านการถอนฟ้องเพราะทำให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เสียเปรียบ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาและการสั่งคำร้องขอถอนฟ้องเป็นวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๑
ครั้นวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๔๑ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ ๔ แจ้งให้ทราบว่า จำเลยที่ ๔ และที่ ๖ ได้ชำระเงินให้แก่โจทก์ ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ก่อนวันที่ศาลชั้นต้นนัดอ่านคำพิพากษา ขอให้ทำการไต่สวนว่า จำเลยที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๖ ได้ชำระเงิน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงยอมถอนฟ้องจำเลยที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๖ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ เป็นผู้ค้ำประกันรับผิดในวงเงิน ๖,๔๐๐,๐๐๐ บาท หากจำเลยที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๖ ชำระเงินให้โจทก์ ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท จริง จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ย่อมพ้นความรับผิดไปด้วย ขอให้ศาลไต่สวนคำร้องนี้แล้วพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ถอนฟ้องจำเลยที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๖ และยกคำร้องขอไต่สวนของจำเลยที่ ๒ และ ที่ ๓ ค่าคำร้องเป็นพับ
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๑๓,๒๖๕,๑๗๗.๓๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๓ ต่อปี จากต้นเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท และอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี จากจำนวนที่เกินกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท แบบทบต้นนับแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ ถึงวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ แบบไม่ทบต้นนับแต่วันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แก่โจทก์ (ทั้งนี้ยอดหนี้ถึงวันฟ้องวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๓๙ ต้องไม่เกินกว่า ๑๘,๑๓๕,๔๓๘.๐๗ บาท) โดยให้จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และ ที่ ๔ ร่วมรับผิดในเงินดังกล่าวเป็นเงิน ๖,๔๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๓ ต่อปี จากต้นเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท และอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี จากต้นเงิน ๕,๔๐๐,๐๐๐ท บาท นับแต่วันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ เป็นต้นไปจนกว่าจะ ชำระเสร็จ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๓๘๑ ตำบลบางกุ้ง อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ ๑ ผู้จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ และยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ บังคับชำระหนี้ตามจำนวนที่เป็นหนี้ได้ตามกฎหมาย ให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยจำเลยที่ ๑ รับผิดในค่าทนายความ ๔๐,๐๐๐ บาท จำเลย ที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ร่วมรับผิดในค่าทนาย ๒๐,๐๐๐ บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๕ และที่ ๖
จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ อุทธรณ์คำสั่ง
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ฎีกาขอให้ไต่สวนคำร้องลงวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๔๑ ของจำเลยที่ ๒ และ ที่ ๓ นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ อ้างในคำร้องว่า จำเลยที่ ๔ แจ้งให้ทราบว่า จำเลยที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๖ ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ก่อนวันที่ศาลชั้นต้นนัดอ่านคำพิพากษา จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็น ผู้ค้ำประกันต้อง รับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๖ จึงพ้นความรับผิดไปด้วยนั้น เป็นการกล่าวอ้างว่ามีการชำระหนี้นอกศาลและเป็นเรื่องนอกประเด็นข้อต่อสู้ของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จะอ้างข้อเท็จจริงตามคำร้องดังกล่าวมาให้ศาลไต่สวนเพื่อวินิจฉัยยกฟ้องจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ไม่ได้ ทั้งศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๖ ตามคำคัดค้านของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ แล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าไม่มีเหตุที่จะไต่สวน คำร้องลงวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๔๑ ของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3114/2544
ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์
บริษัทไทยเจนเนอรัลทรานสปอร์ท จำกัด กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) · จำเลย - บริษัทไทยเจนเนอรัลทรานสปอร์ท จำกัด กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สมศักดิ์ เนตรมัย · วิเทพ ศิริพากย์ · ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นางสาวปิยกุล บุญเพิ่ม · ศาลอุทธรณ์ - นายประจวบ พัชนีรัตนกรณ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา