⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5804/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5804/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การที่โจทก์บรรยายฟ้องโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับ และข้ออ้างที่ระบุให้จำเลยรับผิด ถือว่าฟ้องไม่เคลือบคลุม 2. เมื่อบริษัทสาขาหรือบริษัทลูกดำเนินกิจการร่วมกันมาโดยตลอด จะไม่อาจอ้างความเป็นนิติบุคคลแยกจากกันมาปฏิเสธความรับผิดได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้มอบให้จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนทำสัญญาซื้อขายคอนกรีตผสมเสร็จโดยตกลงราคาและสถานที่ส่งมอบตามชนิดและปริมาตรโดยให้เครดิตแก่จำเลยทั้งสาม 60 วัน ตามสัญญาซื้อขาย การส่งมอบและเรียกเก็บเงินจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้โจทก์ออกบิลเรียกเก็บในนามบริษัทจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์ได้ส่งสินค้าให้แก่จำเลยทั้งสามหลายครั้งตามรายละเอียดในฟ้อง รวมเป็นเงินที่จำเลยทั้งสามต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสิ้น 613,122.84 บาท ครบกำหนดชำระเงินแล้ว จำเลยทั้งสามไม่ชำระ โจทก์ทวงถามหลายครั้งจำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้จำเลยทั้งสามชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ตามคำบรรยายฟ้องโจทก์ดังกล่าวได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาเกี่ยวกับการซื้อขายและคำขอบังคับ รวมทั้งข้ออ้างที่ระบุให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 รับผิดต่อโจทก์แล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม และเมื่อเป็นการซื้อขายที่กระทำต่อเนื่องกันจำเลยที่ 1 และที่ 3 ย่อมต่อสู้ได้ว่า มิได้สั่งซื้อหรือได้ชำระราคาส่วนใดไปแล้วเท่าใด บริษัทจำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันรับจ้างก่อสร้างโรงงาน จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีที่อยู่ที่เดียวกัน เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นบริษัทสาขาหรือบริษัทลูกของจำเลยที่ 3 ด้วย ย่อมแสดงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ดำเนินกิจการร่วมกันมาโดยตลอด จึงไม่อาจอ้างความเป็นนิติบุคคลแยกจากกันมาปฏิเสธความรับผิดได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.66 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.67 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.291 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.295 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.297

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน ๖๙๕,๖๑๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๖๑๓,๑๒๒.๘๔ บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๖๑๓,๑๒๒.๘๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๓๗ ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน ๘๒,๔๘๘ บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๑๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๓๖ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาซื้อขายคอนกรีตผสมเสร็จกับโจทก์ โดยตกลงราคาต่อหน่วยกันไว้ และจะต้องชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ภายใน ๖๐ วัน มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ได้มอบให้จำเลยที่ ๒ เป็นตัวแทนทำสัญญาซื้อขายคอนกรีตผสมเสร็จโดยตกลงราคาและสถานที่ส่งมอบตามชนิดและปริมาตร โดยให้เครดิตแก่จำเลยทั้งสาม ๖๐ วัน การส่งมอบและเรียกเก็บเงินจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้โจทก์ออกบิลเรียกเก็บในนามบริษัทจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โจทก์ได้ส่งสินค้าให้แก่จำเลยทั้งสามหลายครั้งตามรายละเอียดในฟ้อง รวมเป็นเงินที่จำเลยทั้งสามต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสิ้น ๖๑๓,๑๒๒.๘๔ บาท ครบกำหนดชำระเงินแล้ว จำเลยทั้งสามไม่ชำระ โจทก์ทวงถามหลายครั้ง จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้จำเลยทั้งสามชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ เห็นว่า ตามคำบรรยายฟ้องโจทก์ดังกล่าวได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาเกี่ยวกับการซื้อขายและคำขอบังคับรวมทั้งข้ออ้างที่ระบุให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ รับผิดต่อโจทก์แล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม และเมื่อเป็นการซื้อขายที่กระทำต่อเนื่องกัน จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ย่อมต่อสู้ได้ว่า มิได้สั่งซื้อหรือได้ชำระราคาส่วนใดไปแล้วเท่าใด ข้ออ้างของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ที่ว่า ไม่สามารถต่อสู้คดีได้จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมนั้น ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ประการต่อไปว่า ที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ร่วมรับผิดไม่ถูกต้องเพราะจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ เป็นนิติบุคคลต่างหากจากกันนั้น เห็นว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ร่วมกันรับจ้างก่อสร้างโรงงาน แม้ใบเสร็จรับเงินจะระบุชื่อจำเลยที่ ๓ เป็นลูกค้าก็ตาม แต่ตามเอกสารที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ แจ้งไปถึงโจทก์เรื่องแจ้งเปลี่ยนแปลงที่อยู่สำนักงานใหม่นั้นปรากฏว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ มีที่อยู่ใหม่ที่เดียวกัน และนายทวีปในฐานะผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อก็เบิกความว่า ตนเองเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ มีหน้าที่เป็นฝ่ายจัดซื้อและเบิกความว่า จำเลยที่ ๑ เป็นบริษัทสาขาหรือบริษัทลูกของจำเลยที่ ๓ อีกด้วย ย่อมแสดงว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ดำเนินกิจการร่วมกันมาโดยตลอด จึงไม่อาจอ้างความเป็นนิติบุคคลแยกจากกันมาปฏิเสธความรับผิดได้ พิพากษายืน ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๑๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5804/2544 ห้างหุ้นส่วนจำกัดพานทอง โจทก์ บริษัทอินฟรา คอนสตรั๊คชั่น จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ห้างหุ้นส่วนจำกัดพานทอง · จำเลย - บริษัทอินฟรา คอนสตรั๊คชั่น จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิชา มั่นสกุล · ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ · ยงยศ นิสภัครกุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายเย็นดี มณฑีรรัตน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายวีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 767/2518ฎีกา 681/2506ฎีกา 610/2520ฎีกา 5473/2548ฎีกา 3616/2558ฎีกา 1415/2540ฎีกา 272/2490ฎีกา 3542/2545ฎีกา 6105/2531ฎีกา 56/2520ฎีกา 1896/2492ฎีกา 991/2548ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 3394/2536ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1959/2529ฎีกา 119/2532ฎีกา 2919/2547ฎีกา 1687/2497ฎีกา 1189/2495ฎีกา 1620/2492ฎีกา 1510/2520ฎีกา 3601/2530
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา