⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6128/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6128/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลหนึ่งทำข้อตกลงยกทรัพย์มรดกให้แก่บุคคลภายนอก โดยอ้างว่าเป็นสิทธิของตนเอง แต่ทรัพย์มรดกนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันของทายาทหลายคน และผู้ทำข้อตกลงมิได้มีอำนาจจัดการแทนทายาทอื่น ข้อตกลงนั้นจะมีผลผูกพันเฉพาะส่วนของตนเองเท่านั้น

ย่อคำพิพากษา

ขณะที่จำเลยทำข้อตกลงกับโจทก์ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 7 มิถุนายน 2539 นั้น จำเลยได้กระทำในฐานะส่วนตัวและไม่ได้กระทำในฐานะผู้จัดการมรดก อีกทั้งข้อตกลงดังกล่าวก็ระบุชัดแจ้งว่าจำเลยจะโอนที่พิพาทส่วนของจำเลยให้แก่วัด พ. เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ด. เจ้ามรดกมีบุตร 2 คน คือ จำเลยกับ ส. ซึ่งเป็นทายาทมีสิทธิรับมรดกจาก ด. คนละครึ่งเช่นนี้ โจทก์จะมาฟ้องจำเลยให้โอนที่พิพาทส่วนของ ส. ให้แก่วัด พ. หาได้ไม่ อีกประการหนึ่งแม้จะได้ความว่า จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกและเป็นผู้ครอบครองที่พิพาทแต่ผู้เดียวก็ตาม แต่ขณะที่ทำข้อตกลงกับโจทก์นั้นยังไม่ได้เป็นผู้จัดการมรดก เมื่อศาลตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกได้ครอบครองที่พิพาทต่อมาก็เป็นการครอบครองแทน ส. นอกจากนี้การที่ ส. ทราบข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลย ก็ไม่ได้หมายความว่า ส. มอบให้จำเลยเป็นผู้ตกลงทำสัญญายกที่พิพาทส่วนของ ส. ให้แก่วัด พ. แต่อย่างใดจึงพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่วัด พ. ได้เฉพาะส่วนของจำเลยเท่านั้น

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.852

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เล่ม 10 หน้า 23 สารบบเล่มหมู่ที่ 5หมู่ที่ 22 หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านยาง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์เนื้อที่ 22 ไร่ 60 ตารางวา ให้แก่วัดโพธิ์ทองบ้านยาง ตำบลบ้านยางอำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันที่ศาลพิพากษาคดี หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เล่ม 10 หน้า 23 สารบบเล่มหมู่ที่ 5 หน้า 22หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านยาง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ส่วนของจำเลยเนื้อที่ 22 ไร่ 60 ตารางวา แก่วัดโพธิ์ทองบ้านยาง ตำบลบ้านยาง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เล่ม 10 หน้า 23สารบบเล่มหมู่ที่ 5 หน้า 22 หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านยาง อำเภอเมืองบุรีรัมย์จังหวัดบุรีรัมย์ ส่วนของจำเลยเนื้อที่ 11 ไร่ 30 ตารางวา แก่วัดโพธิ์ทองบ้านยาง ตำบลบ้านยาง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2539 โจทก์และจำเลยได้ร่วมกันแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์และจำเลยมีข้อตกลงว่าถ้าศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกเฉพาะส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ตาย จำเลยก็จะโอนที่พิพาทส่วนของจำเลยให้แก่วัดโพธิ์ทองบ้านยาง ตำบลบ้านยาง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์และโจทก์จะโอนที่พิพาทส่วนของโจทก์ให้แก่วัดโพธิ์ทองบ้านยางเช่นเดียวกันโดยให้ถือว่าข้อตกลงนี้เป็นสัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยเพื่อยกที่พิพาทให้แก่วัดโพธิ์ทองบ้านยางตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 7 มิถุนายน2539 เอกสารหมาย จ.2 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยต้องโอนที่พิพาทให้แก่วัดโพธิ์ทองบ้านยางตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกและเป็นผู้ครอบครองทำนาในที่พิพาทแต่ผู้เดียว นางสมจิตรไม่เคยเข้าครอบครองทำนาในที่พิพาทเลยอีกทั้งการที่จำเลยตกลงยกที่พิพาทให้แก่วัดโพธิ์ทองบ้านยางนั้นนางสมจิตรก็ทราบดี จึงถือว่านางสมจิตรได้มอบให้จำเลยเป็นผู้ตกลงทำสัญญายกที่พิพาทส่วนของนางสมจิตรให้แก่วัดโพธิ์ทองบ้านยางด้วยเห็นว่า ขณะที่จำเลยทำข้อตกลงกับโจทก์ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 7 มิถุนายน 2539 เอกสารหมาย จ.2 นั้น จำเลยได้กระทำในฐานะส่วนตัวและไม่ได้กระทำในฐานะผู้จัดการมรดก อีกทั้งข้อตกลงดังกล่าวก็ระบุชัดแจ้งว่าจำเลยจะโอนที่พิพาทส่วนของจำเลยให้แก่วัดโพธิ์ทองบ้านยางเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า นายดำ สินศิริ เจ้ามรดกมีบุตร 2 คน คือ จำเลยและนางสมจิตร สาหึงรัมย์ ซึ่งเป็นทายาทมีสิทธิรับมรดกจากนายดำคนละครึ่งเช่นนี้ โจทก์จะมาฟ้องจำเลยให้โอนที่พิพาทส่วนของนางสมจิตรให้แก่วัดโพธิ์ทองบ้านยางหาได้ไม่ อีกประการหนึ่งถึงแม้จะได้ความว่าจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกและเป็นผู้ครอบครองที่พิพาทแต่ผู้เดียวก็ตามแต่ขณะที่ทำข้อตกลงกับโจทก์นั้นยังไม่ได้เป็นผู้จัดการมรดก เมื่อศาลตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกได้ครอบครองที่พิพาทต่อมา ก็เป็นการครอบครองแทนนางสมจิตร นอกจากนี้การที่นางสมจิตรทราบข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลย ก็ไม่ได้หมายความว่านางสมจิตรมอบให้จำเลยเป็นผู้ตกลงทำสัญญายกที่พิพาทส่วนของนางสมจิตรให้แก่วัดแต่อย่างใดที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6128/2544 พระครูสุเทพธรรมรัตหรือพระมหาภู่ทอง ยามเวทย์ โจทก์ นาง เกษม สินศิริ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พระครูสุเทพธรรมรัตหรือพระมหาภู่ทอง ยามเวทย์ · จำเลย - นาง เกษม สินศิริ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ทวีวัฒน์ แดงทองดี · พินิจ เพชรรุ่ง · โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3888/2537ฎีกา 5282/2540ฎีกา 5923/2543ฎีกา 3490/2548ฎีกา 766/2543ฎีกา 4800/2534ฎีกา 6232/2534ฎีกา 2460/2517ฎีกา 727/2567ฎีกา 5811/2533ฎีกา 566/2553ฎีกา 2600/2543ฎีกา 500/2506ฎีกา 1892/2538ฎีกา 1280/2502ฎีกา 19/2504ฎีกา 953/2505ฎีกา 7568/2541ฎีกา 8744/2542ฎีกา 7631/2552ฎีกา 4541/2550ฎีกา 174/2538ฎีกา 960/2506ฎีกา 719/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ