⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8281/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8281/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาประนีประนอมยอมความที่กำหนดสิทธิบังคับคดีหลายประการให้แก่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้จะบังคับคดีตามสิทธิลำดับหลังได้ก็ต่อเมื่อไม่สามารถบังคับคดีตามสิทธิลำดับแรกได้แล้วเท่านั้น และการบังคับคดีต้องเป็นไปตามลำดับที่ตกลงกันไว้ เว้นแต่จะเป็นกรณีที่อาจเลือกการชำระหนี้ได้

ย่อคำพิพากษา

ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์มีสิทธิบังคับจำเลยสามประการ ประการแรกคือบังคับให้โอนสิทธิในที่ดินพิพาทโดยโจทก์ต้องชำระเงินตอบแทนแก่จำเลย ประการที่สองคือบังคับให้ใช้ค่าเสียหายในกรณีที่จำเลยไม่สามารถโอนสิทธิในที่ดินพิพาทได้ และประการที่สามคือให้จำเลยรื้อถอนสิ่งกีดขวางต่าง ๆ ออกจากที่ดินพิพาท สำหรับสิทธิของโจทก์ในประการแรกและประการที่สองการบังคับคดีต้องเป็นไปตามลำดับเพราะมิใช่กรณีที่อาจเลือกการชำระหนี้ได้ เมื่อที่ดินพิพาทได้ออกโฉนดที่ดินมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์สามารถใช้สิทธิบังคับในประการแรกคือให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ได้ โจทก์ย่อมไม่อาจใช้สิทธิบังคับในประการที่สองให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ได้ การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์เพื่อยึดทรัพย์สินของจำเลยมาชำระค่าเสียหายจึงเป็นการไม่ชอบ จำเลยต้องโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ต้องชำระเงินจำนวนหนึ่งให้แก่จำเลยในวันทำสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ เห็นได้ว่าทั้งสองฝ่ายต่างเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อกันในลักษณะของสัญญาต่างตอบแทน กล่าวคือฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอมชำระหนี้จนกว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะชำระหนี้หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ก็ได้เมื่อโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยปฏิบัติการชำระหนี้โดยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ก็ชอบที่จะขอปฏิบัติการชำระหนี้ในส่วนของตนเสียก่อน แล้วจึงขอให้ศาลบังคับคดีแก่จำเลยได้ เมื่อไม่ปรากฏว่ามีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดขอปฏิบัติการชำระหนี้แก่อีกฝ่ายหนึ่งเลยเช่นนี้ จึงต้องถือว่าทั้งสองฝ่ายต่างมีสิทธิที่จะขอปฏิบัติการชำระหนี้ในส่วนของตนและอาจใช้สิทธิขอให้บังคับคดีแก่อีกฝ่ายหนึ่งตามสัญญาต่อไป ยังไม่อาจถือว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดนัดหรือผิดสัญญา ฎีกาของจำเลยที่ว่าโจทก์ผิดนัดจึงไม่จำต้องวินิจฉัย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.138 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.271 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.296 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.213 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.369

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตกลงกันว่า "? โจทก์ทั้งสองยินยอมจ่ายเงินจำนวน 35,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในวันทำสัญญาโอนสิทธิในที่ดินพิพาท โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะไปร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญายอม เพื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง?" ต่อมาหลังจากพ้นกำหนด 6 เดือน ตามคำพิพากษาแล้ว โจทก์ทั้งสองได้ยื่นคำร้องลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2542 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามขอ หลังจากนั้นวันที่ 16 กันยายน 2542 โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 2 ได้นำที่ดินพิพาทซึ่งเดิมเป็นที่ดินมี ส.ค. 1 ไปขอออกโฉนดที่ดิน ได้โฉนดที่ดินเลขที่ 14520 ขอให้ศาลสั่งให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบหรือโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่มีข้อความใดให้โจทก์ทั้งสองบังคับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 โอนสิทธิในที่ดินพิพาทพร้อมกับชดใช้ค่าเสียหาย 35,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง เมื่อโจทก์ทั้งสองขอให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองเลือกที่จะบังคับคดีโดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 โอนสิทธิในที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสองอีก โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิบังคับคดีให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิขอบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสองนั้น เห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์ทั้งสองมีสิทธิบังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 อยู่สามประการ ประการแรกคือบังคับให้โอนสิทธิในที่ดินพิพาทโดยโจทก์ทั้งสองต้องชำระเงินตอบแทน 35,000 บาท แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ประการที่สองคือบังคับให้ใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 35,000 บาท ในกรณีที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่สามารถโอนสิทธิในที่ดินพิพาทได้ และประการที่สามคือให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รื้อถอนสิ่งกีดขวางต่าง ๆ ออกจากที่ดินพิพาท สำหรับสิทธิของโจทก์ทั้งสองในประการแรกและประการที่สองนั้น การบังคับคดีต้องเป็นไปตามลำดับเพราะมิใช่กรณีที่อาจเลือกการชำระหนี้ได้ เมื่อที่ดินพิพาทได้ออกโฉนดที่ดินแล้วเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 14520 มีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เช่นนี้ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองสามารถใช้สิทธิบังคับในประการแรกคือให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสองได้ โจทก์ทั้งสองย่อมไม่อาจใช้สิทธิบังคับในประการที่สอง คือให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 35,000 บาท การที่ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ทั้งสองเพื่อยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาชำระค่าเสียหายจึงเป็นการไม่ชอบ ส่วนการใช้สิทธิของโจทก์ทั้งสองในการบังคับคดีประการแรกนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง โดยโจทก์ทั้งสองต้องชำระเงิน 35,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในวันทำสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ เห็นได้ว่าทั้งสองฝ่ายต่างเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อกันในลักษณะของสัญญาต่างตอบแทน กล่าวคือ ฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอมชำระหนี้จนกว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะชำระหนี้หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ก็ได้ เมื่อโจทก์ทั้งสองประสงค์จะให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ปฏิบัติการชำระหนี้โดยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองก็ชอบที่จะขอปฏิบัติการชำระหนี้ในส่วนของตนเสียก่อน แล้วจึงขอให้ศาลบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ เมื่อไม่ปรากฏว่ามีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดขอปฏิบิตการชำระหนี้แก่อีกฝ่ายหนึ่งเลยเช่นนี้ จึงต้องถือว่าทั้งสองฝ่ายต่างมีสิทธิที่จะขอปฏิบัติการชำระหนี้ในส่วนของตนและอาจใช้สิทธิ์ขอให้บังคับคดีแก่อีกฝ่ายหนึ่งตามสัญญาต่อไป ยังไม่อาจถือว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดนัดหรือผิดสัญญา ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่ว่าโจทก์ทั้งสองผิดนัดจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8281/2544 นางทองก้อน ไชยคำ กับพวก โจทก์ นายบาง เขตต์โวหาร กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางทองก้อน ไชยคำ กับพวก · จำเลย - นายบาง เขตต์โวหาร กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ · กำพล ภู่สุดแสวง · สุรชาติ บุญศิริพันธ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา - นางพยางคศิริ วิทยาผาสุข · ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ - นางช่อฟ้า เกิดศิริ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 770/2535ฎีกา 3996/2541ฎีกา 2573/2552ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 6968/2537ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3616/2558ฎีกา 7466/2538ฎีกา 5332/2553ฎีกา 1649/2498ฎีกา 4549/2540ฎีกา 1360/2544ฎีกา 161/2507ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 8444/2538ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1165/2537ฎีกา 7732/2552ฎีกา 2169/2523ฎีกา 497/2539ฎีกา 459/2546
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา