⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 153/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 153/2545

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เจ้าพนักงานมีหน้าที่รักษาทรัพย์สินแล้วเบียดบังเอาทรัพย์นั้นไปโดยทุจริต ถือว่าเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 แล้ว แม้จะไม่มีพยานยืนยันการเบียดบังโดยตรงก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

การทางพิเศษแห่งประเทศไทยมีการตรวจสอบการปฏิบัติงานของพนักงานเก็บเงินทุกคน โดยให้พนักงานเก็บเงินกดแป้นพิมพ์เครื่องคอมพิวเตอร์ตามประเภทของรถที่ผ่านและประเภทของการจ่ายเงิน หากไม่กดจะไม่มีจำนวนเงินปรากฏในเครื่องคอมพิวเตอร์แต่เครื่องตรวจจับที่พื้นถนนจะเป็นตัวฟ้องว่ามีรถผ่านโดยมีเสียงสัญญาณดังขึ้น และพนักงานควบคุมจะทราบเพราะเครื่องทำงานไม่ครบวงจร ดังนั้น การที่จำเลยรับเงินจากรถที่วิ่งผ่านทางด่วนแล้วไม่กดแป้นพิมพ์เครื่องคอมพิวเตอร์ หรือกดแป้นพิมพ์แล้วเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่ทำงานตามที่จำเลยกล่าวอ้าง เครื่องตรวจจับที่พื้นถนนจะตรวจนับจำนวนรถที่วิ่งผ่านเอง แต่เมื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาเปรียบเทียบกันแล้วปรากฏว่าจำเลยส่งเงินขาดจำนวน8 ครั้ง เป็นเงิน 153,700 บาท แม้ว่าจะไม่มีพยานบุคคลมายืนยันว่าจำเลยเบียดบังเงินค่าผ่านทาง แต่เมื่อจำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่รักษาเงินโดยชอบแม้จะเป็นระยะเวลาอันสั้น รวมทั้งเป็นผู้รับเงินและรวบรวมนำส่งต่อไปอันถือว่าเป็นการจัดการทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ได้รับเงินค่าผ่านทางมาแล้วและไม่ส่งเงินให้ครบ จึงถือว่าเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนโดยทุจริตแล้ว ที่จำเลยอ้างว่าจำนวนเงินตามใบส่งตรงกับต้นขั้วใบเสร็จรับเงินอันเป็นสิ่งแสดงว่าจำเลยมิได้ทุจริตนั้นก็เป็นเรื่องที่จำเลยได้รับใบเสร็จรับเงินมาเพื่อจ่ายให้แก่รถที่ใช้ทางด่วนทุกคัน หากผู้ใช้ทางด่วนไม่ต้องการใบเสร็จรับเงิน จำเลยต้องฉีกใบเสร็จรับเงินนั้นด้วย แต่ในกรณีของจำเลยปรากฏว่าจำนวนรถที่วิ่งผ่านมาปริมาณมากกว่าจำนวนใบเสร็จรับเงินที่จำเลยฉีกแสดงว่าจำเลยรับเงินมามากกว่าจำนวนใบเสร็จรับเงินที่จำเลยฉีกออกไป ฉะนั้น แม้จำนวนเงินที่จำเลยส่งจะตรงกับจำนวนใบเสร็จรับเงินก็มิได้เป็นการยืนยันว่าจำเลยไม่ได้ทุจริตแต่อย่างใด

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227 ประมวลกฎหมายอาญา ม.147

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นพนักงานของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ตำแหน่งพนักงานเก็บเงินค่าผ่านทางพิเศษระดับ 2 มีหน้าที่เก็บเงินค่าผ่านทางจากผู้ใช้รถยนต์ผ่านทางด่วนของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย และเก็บรักษาไว้เพื่อส่งมอบแก่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยตามหน้าที่ จำเลยจึงมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ได้ปฏิบัติหน้าที่เก็บเงินค่าผ่านทางด่วนแล้วเบียดบังเอาไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริตหลายครั้ง ต่างกรรมต่างวาระกันคือ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2539ระหว่างเวลา 6 นาฬิกา ถึง 14 นาฬิกา ต่อเนื่องกัน จำเลยเก็บเงินค่าผ่านทางด่วนแล้วเบียดบังเอาไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริตจำนวน 27,450 บาท เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2539ระหว่างเวลา 6 นาฬิกา ถึง 14 นาฬิกา จำเลยเก็บเงินค่าผ่านทางด่วนแล้วเบียดบังเอาไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริตจำนวน 29,280 บาท เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2539 เวลา 14 นาฬิกา ถึง 22 นาฬิกาต่อเนื่องกัน จำเลยเก็บเงินค่าผ่านทางด่วนแล้วเบียดบังเอาไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริตจำนวน 26,070 บาท เมื่อระหว่างวันที่ 15 ธันวาคม 2539เวลา 22 นาฬิกา ถึงวันที่ 16 ธันวาคม 2539 เวลา 6 นาฬิกาต่อเนื่องกัน จำเลยเก็บเงินค่าผ่านทางด่วนแล้วเบียดบังเอาไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริตจำนวน 16,170 บาท เมื่อวันที่ 22ธันวาคม 2539 เวลา 14 นาฬิกา ถึง 22 นาฬิกาต่อเนื่องกันจำเลยเก็บเงินค่าผ่านทางด่วนแล้วเบียดบังเอาไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริตจำนวน 29,500 บาท เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2540ระหว่างเวลา 14 นาฬิกา ถึง 22 นาฬิกาต่อเนื่องกัน จำเลยเก็บเงินค่าผ่านทางด่วนแล้วเบียดบังเอาไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริตจำนวน 710 บาท เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2540 ระหว่างเวลา 14 นาฬิกาถึง 22 นาฬิกาต่อเนื่องกัน จำเลยเก็บเงินค่าผ่านทางด่วนแล้วเบียดบังเอาไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริตจำนวน 11,140 บาท และเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2540 ระหว่างเวลา 6 นาฬิกา ถึง 14 นาฬิกาจำเลยเก็บเงินค่าผ่านทางด่วนแล้วเบียดบังเอาไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริตจำนวน 13,400 บาท รวมเป็นเงินค่าผ่านทางด่วนที่จำเลยเบียดบังเอาไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวทั้งสิ้นจำนวน 153,720บาท เหตุเกิดที่แขวงบางนา เขตพระโขนง กรุงเทพมหานครขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157, 91และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 153,720 บาท แก่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรม เป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยกระทำความผิดรวม 8 กระทง ให้จำคุกกระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 40 ปี และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 153,700 บาท แก่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยคำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยเป็นพนักงานเก็บเงินค่าผ่านทางพิเศษ ระดับ 2 ประจำด่านบางนาและเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายมีหน้าที่เก็บเงินค่าผ่านทางจากผู้ใช้รถผ่านทางด่วนของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายสุนัยสุขสมบูรณ์ นางสาวสายทอง ไตรศัพท์ นางวรารัตน์ แก้วโชติ นางสาวละเมียด มโนเกื้อกูล นางสายหยุด สุ่นศักดิ์สวัสดิ์ และนายปัญญาไชยยานนท์ พยานโจทก์เบิกความในทำนองเดียวกันว่า ในการทำงานของพนักงานเก็บเงิน พนักงานมีหน้าที่กดปุ่มที่แป้นพิมพ์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ตามประเภทของรถที่ผ่านและประเภทของการจ่ายเงินหากพนักงานไม่กดปุ่มเวลาที่รถแล่นผ่านหรือกดแต่ประเภทรถไม่ได้กดประเภทของการจ่ายเงิน ก็จะมีเสียงสัญญาณยูเอพีหรือพลการดังขึ้นซึ่งหมายความว่าเก็บเงินรถคันดังกล่าวไม่ได้ พนักงานที่อยู่บนหอควบคุมจะโทรศัพท์มาสอบถามและให้แก้ไขข้อมูล และบนพื้นถนนก่อนที่รถยนต์จะผ่านเข้าช่องทางด่วนในแต่ละช่องจะมีเครื่องตรวจจับรถยนต์เรียกว่า "เอวีซี" ซึ่งจะตรวจนับรถยนต์ที่แล่นผ่านโดยการตรวจจับโลหะ เพลา ล้อคู่ วัดความสูง และความยาวของตัวรถมากกว่าสามเมตร ข้อมูลที่ได้จากเครื่องคอมพิวเตอร์ของพนักงานเก็บเงินแต่ละคนจะนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลในชุดตรวจจับหรือ "เอวีซี"ที่พื้นถนน นายปัญญาเป็นผู้ตรวจสอบการทำงานของจำเลยพบว่าในวันที่ 2 ธันวาคม 2539 จำเลยส่งเงินขาดไป 27,440 บาท วันที่ 3 ธันวาคม 2539 ขาดไป 29,280 บาท วันที่ 13 ธันวาคม2539 ขาดไป 26,070 บาท วันที่ 15 ธันวาคม 2539 ขาดไป 16,170บาท วันที่ 22 ธันวาคม 2539 ขาดไป 29,500 บาท วันที่ 9 มกราคม2540 ขาดไป 700 บาท วันที่ 12 มกราคม 2540 ขาดไป 11,140 บาทและวันที่ 22 มกราคม 2540 ขาดไป 13,400 บาท ตามสำเนาบันทึกสรุปรายงานส่งเงินเข้าธนาคารเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.10 รวมเป็นเงิน153,700 บาท ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นว่าจำเลยเก็บเงินได้ตามจำนวนที่ตรวจสอบได้และเบียดบังเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปนั้นเห็นว่า การทางพิเศษแห่งประเทศไทยมีการตรวจสอบในการปฏิบัติงานของพนักงานเก็บเงินทุกคนเพื่อป้องกันการทุจริตที่อาจเกิดขึ้นจากความละโมบของพนักงานที่ต้องอยู่กับเงินตลอดเวลาและเกิดความยากได้ โดยให้พนักงานเก็บเงินกดแป้นพิมพ์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ตามประเภทของรถที่ผ่านและประเภทของการจ่ายเงิน หากไม่กดจะไม่มีจำนวนเงินปรากฏในเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่เครื่องตรวจจับที่พื้นถนนจะเป็นตัวฟ้องว่ามีรถผ่าน โดยมีเสียงสัญญาณดังขึ้นและพนักงานควบคุมจะทราบเพราะเครื่องทำงานไม่ครบวงจร ดังนั้นการที่จำเลยได้รับเงินจากรถที่วิ่งผ่านทางด่วนแล้วไม่กดแป้นพิมพ์เครื่องคอมพิวเตอร์หรือกดแป้นพิมพ์แล้วเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่ทำงานหรือขัดข้องตามที่จำเลยกล่าวอ้าง เครื่องตรวจจับหรือ "เอวีซี"จะตรวจนับจำนวนรถที่วิ่งผ่านเอง ซึ่งข้อมูลดังกล่าวนั้นเมื่อนำมาเปรียบเทียบกันแล้วจะประเมินผลและคำนวณยอดออกมาว่าจำเลยส่งเงินขาดหรือเกินจำนวนเท่าใด จากการตรวจสอบปรากฏว่าจำเลยส่งเงินขาดจำนวน 8 ครั้ง ตามเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.10 แม้จะไม่มีพยานบุคคลมายืนยันว่าจำเลยเบียดบังเงินที่จำเลยเก็บค่าผ่านทางมาได้แต่เมื่อจำเลยได้รับเงินค่าผ่านทางมาแล้วและไม่ส่งเงินให้ครบโดยมีเอกสารเป็นพยานหลักฐาน ฟังได้ว่าจำเลยมีหน้าที่รักษาเงินโดยชอบแม้จะเป็นระยะเวลาอันสั้นก็ตาม อีกทั้งการรับเงินแล้วรวบรวมนำส่งต่อไปนั้นก็ถือได้ว่าเป็นการจัดการทรัพย์ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 แล้วการนำส่งเงินไม่ครบถือได้ว่าเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนโดยทุจริตแล้ว แม้จำเลยจะอ้างว่าจำนวนเงินตามใบส่งตรงกับต้นขั้วใบเสร็จรับเงินจึงเป็นหลักฐานสำคัญว่าจำเลยไม่ได้ทุจริตก็ตาม ในกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องจำเลยได้รับใบเสร็จรับเงินมาเพื่อจ่ายให้แก่รถที่ใช้ทางด่วนทุกคันตามประเภทและราคาของรถ หากผู้ใช้ทางด่วนไม่ต้องการใบเสร็จจำเลยต้องฉีกใบเสร็จรับเงินนั้นด้วย แต่ในกรณีของจำเลยปรากฏว่าจำนวนรถที่วิ่งผ่านมีปริมาณมากกว่าจำนวนใบเสร็จรับเงินที่จำเลยฉีกแสดงว่าจำเลยรับเงินมามากกว่าจำนวนใบเสร็จรับเงินที่จำเลยฉีกออกไป แม้จำนวนเงินที่จำเลยส่งจะตรงกับจำนวนใบเสร็จก็มิได้เป็นการยืนยันว่าจำเลยไม่ได้ทุจริต ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 153/2545 พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นาย สำราญ ภูมิมะลา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นาย สำราญ ภูมิมะลา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พีรพล จันทร์สว่าง · วิชัย ชื่นชมพูนุท · สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3027/2540ฎีกา 185/2535ฎีกา 98/2537ฎีกา 4979/2541ฎีกา 824/2535ฎีกา 1092/2505ฎีกา 1172/2511ฎีกา 1149/2536ฎีกา 605/2511ฎีกา 1148/2534ฎีกา 240/2535ฎีกา 2963/2535ฎีกา 3284/2543ฎีกา 525/2541ฎีกา 831/2541ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7601/2540ฎีกา 2936/2543ฎีกา 2234/2535ฎีกา 6856/2544ฎีกา 362/2540ฎีกา 435/2535ฎีกา 7490/2540ฎีกา 66/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ