⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1921/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1921/2545

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การลดค่าจ้างอันเป็นการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง นายจ้างต้องแจ้งข้อเรียกร้องและดำเนินการตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ หรือจะตกลงกับลูกจ้างแต่ละคนเป็นหนังสือหรือโดยปริยายให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงก็ได้

ย่อคำพิพากษา

การตกลงกำหนดค่าจ้างโจทก์และลูกจ้างอื่นเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหากจำเลยผู้เป็นนายจ้างประสงค์จะลดค่าจ้างอันเป็นการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างจำเลยต้องแจ้งข้อเรียกร้องต่อลูกจ้างและดำเนินการตามขั้นตอนจนมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับใหม่ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ หรือจำเลยจะตกลงกับลูกจ้างแต่ละคนไว้เป็นหนังสือหรือโดยปริยายให้จำเลยแก้ไขเปลี่ยนแปลงก็ได้ การที่จำเลยประสบวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ จึงขอลดค่าจ้างของโจทก์และลูกจ้างอื่น โดยจำเลยเรียกประชุมผู้จัดการทุกฝ่ายรวมทั้งโจทก์เพื่อแจ้งเรื่องการลดเงินเดือน แล้วให้ผู้จัดการแต่ละฝ่ายแจ้งพนักงานในฝ่ายของตนทราบต่อไป ซึ่งหลังจากนั้นได้มีการลดเงินเดือนพนักงานโดยโจทก์และลูกจ้างอื่นไม่คัดค้านและยอมรับเงินเดือนในอัตราใหม่ตลอดมา จึงถือได้ว่าโจทก์และลูกจ้างอื่นต่างตกลงโดยปริยายให้จำเลยแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องอัตราค่าจ้างได้ จำเลยจึงมีสิทธิลดค่าจ้างโจทก์ได้ โดยชอบด้วยกฎหมาย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.5 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.11 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.13

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เคยเป็นพนักงานของจำเลยตั้งแต่ปี 2536 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการฝ่ายขาย ได้รับเงินเดือนเดือนละ 38,000 บาท โจทก์ลาออก เมื่อวันที่ 17พฤษภาคม 2542 จำเลยจ่ายเงินสะสมพร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์เท่านั้น แต่ไม่จ่ายเงินสมทบจำนวน 66,413 บาทให้โจทก์ด้วย และตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2540 ถึงเดือนเมษายน2542 จำเลยจงใจจ่ายเงินเดือนให้โจทก์ไม่ครบ นอกจากนี้จำเลยยังจงใจจ่ายเงินผลประโยชน์ตอบแทนจากการขายรถยนต์ให้โจทก์ไม่ครบถ้วนรวมเป็นต้นเงิน เงินเพิ่ม และดอกเบี้ยทั้งสิ้น 4,386,803 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 4,386,803 บาทพร้อมเงินเพิ่มและดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีจากต้นเงิน 628,363 บาท ทุกเจ็ดวันและนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ตามลำดับ จำเลยให้การว่า โจทก์ทำงานเป็นพนักงานของจำเลยตั้งแต่เดือนมกราคม 2537อัตราเงินเดือน 35,000 บาท โดยไม่มีสิทธิประโยชน์อย่างอื่นอีก ตั้งแต่ปลายปี 2539เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ธุรกิจของจำเลยดำเนินต่อไปได้ โดยไม่ต้องลดจำนวนพนักงานหรือเลิกจ้างพนักงาน จึงได้มีการประชุมปรึกษาหารือพนักงานระดับผู้บริหารกับหัวหน้าหน่วยงานทั้งหมดต่างเห็นชอบร่วมกันให้ลดเงินเดือนพนักงานทุกคนตามอัตราที่กำหนด หากพนักงานคนใดไม่เห็นชอบด้วยให้ลาออกโดยจำเลยจะจ่ายเงินชดเชยให้ตามกฎหมาย โจทก์ได้เข้าร่วมประชุมด้วยและมิได้โต้แย้งคัดค้าน จึงได้มีการกำหนดอัตราเงินเดือนตามตำแหน่งที่จะลดตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2540 เป็นต้นไป จำเลยได้จ่ายเงินค่าผลประโยชน์จากการขายรถยนต์ให้โจทก์ถูกต้องแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างที่ค้างจำนวน 491,473 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 422,250 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนจากการขายรถยนต์ที่ขาดจำนวน 140,492 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 139,700บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยลดค่าจ้างของโจทก์ชอบหรือไม่ และค้างจ่ายค่าจ้างตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า การตกลงกำหนดค่าจ้างของโจทก์และลูกจ้างอื่นเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง หากจำเลยผู้เป็นนายจ้างประสงค์จะลดค่าจ้างของลูกจ้าง อันเป็นการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง จำเลยจะต้องแจ้งข้อเรียกร้องต่อลูกจ้างและดำเนินการตามขั้นตอนจนมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับใหม่ดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 หรือจำเลยจะตกลงกับลูกจ้างแต่ละคนไว้เป็นหนังสือหรือโดยปริยายให้จำเลยแก้ไขเปลี่ยนแปลงก็ได้ ข้อเท็จจริงเฉพาะคดีนี้ปรากฏตามที่ศาลแรงงานกลางฟังเป็นยุติว่า จำเลยประสบวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจจึงลดค่าจ้างของโจทก์และลูกจ้างอื่นรวม 2 ครั้งในช่วง นับแต่เดือนสิงหาคม 2540 ถึงเดือนมกราคม 2541 จ่ายค่าจ้างให้โจทก์เดือนละ 19,000 บาท และในช่วงนับแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2541 ถึงเดือนเมษายน 2542 จ่ายค่าจ้างให้โจทก์เดือนละ 18,050 บาท ในการลดค่าจ้างดังกล่าว จำเลยได้เรียกประชุมผู้จัดการฝ่ายทุกคนรวมทั้งโจทก์เพื่อแจ้งเรื่องการลดเงินเดือนพนักงาน แล้วให้ผู้จัดการฝ่ายแต่ละฝ่ายไปแจ้งให้พนักงานในฝ่ายของตนทราบต่อไป หลังจากนั้นได้มีการลดเงินเดือนพนักงานทุกคนโดยโจทก์และพนักงานอื่นไม่ได้โต้แย้งคัดค้านและยอมรับเงินเดือนในอัตราใหม่ตลอดมา พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่า โจทก์และลูกจ้างอื่นต่างตกลงโดยปริยายให้จำเลยแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องอัตราค่าจ้างได้ จำเลยจึงมีสิทธิลดค่าจ้างของโจทก์ได้โดยชอบด้วยกฎหมายและไม่ได้ค้างจ่ายค่าจ้างตามฟ้องแก่โจทก์ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ข้อต่อไปว่า เอกสารหมาย ล.3 ซึ่งเป็นเอกสารแผ่นที่สองของเอกสารหมาย จ.10 มีข้อความว่าผลประโยชน์ตอบแทนจากการขายอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม โดยขึ้นอยู่กับดุลพินิจของรองประธานบริษัทจำเลย ถือได้ว่าโจทก์ได้ยินยอมไว้ล่วงหน้าให้มีการเปลี่ยนแปลงการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนจากการขายเป็นว่าจำเลยไม่ต้องจ่ายให้โจทก์แล้ว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการขายรถยนต์และดอกเบี้ยตามฟ้องนั้น ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นผู้จัดการฝ่ายขายรถเล็ก เมื่อเดือนมิถุนายน 2541 จำเลยได้ให้ผลประโยชน์ตอบแทนจากการขายรถยนต์แก่ผู้จัดการฝ่ายขาย กล่าวคือ ถ้าขายได้คันที่ 1 ถึงคันที่ 5 จะได้รับคันละ 1,000 บาท คันที่ 6 ถึงคันที่ 10 จะได้รับคันละ 1,500 บาท และตั้งแต่คันที่ 11เป็นต้นไป จะได้รับคันละ 2,000 บาท จำเลยได้จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนดังกล่าวให้โจทก์ในเดือนกันยายนและเดือนตุลาคม 2541 แล้ว แต่ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2541 ถึงเดือนพฤษภาคม 2542 จำเลยจ่ายให้โจทก์ไม่ครบ โดยจำเลยไม่อาจจะอ้างว่าผลประโยชน์ตอบแทนการขายรถยนต์ดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมขึ้นอยู่กับดุลพินิจของรองประธานและจำเลยได้เปลี่ยนแปลงผลประโยชน์ตอบแทนตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2541 ได้ เพราะผลประโยชน์ตอบแทนการขายรถยนต์ดังกล่าวเป็นสภาพการจ้างอย่างหนึ่ง เมื่อจำเลยนายจ้างกำหนดให้จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนการขายแก่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างแล้วจะมีการเปลี่ยนแปลงโดยโจทก์ไม่ยินยอมไม่ได้ เห็นว่าเอกสารหมาย ล.3 เป็นเอกสารเกี่ยวกับเงินเดือนและผลประโยชน์ของพนักงานรถใหญ่ย่อมไม่เกี่ยวข้องกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขายรถเล็ก และอุทธรณ์ของจำเลยซึ่งอ้างข้อความในเอกสารหมาย ล.3 ดังกล่าวข้างต้นก็เพื่อให้ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ตกลงยินยอมในการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไว้เป็นการล่วงหน้ากรณีไม่จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนจากการขายรถยนต์แก่พนักงานขายแล้ว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิได้รับผลประโยชน์นี้อีก จึงเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าจ้างจำนวน 491,473 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1921/2545 นายธนภัทร วรประวิตร โจทก์ บริษัทยูไนเต็ด มอเตอร์ เซลส์ จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายธนภัทร วรประวิตร · จำเลย - บริษัทยูไนเต็ด มอเตอร์ เซลส์ จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์ · กมล เพียรพิทักษ์ · หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5759/2540ฎีกา 7773-7776/2553ฎีกา 9395-9492/2550ฎีกา 768/2533ฎีกา 613/2529ฎีกา 2790/2525ฎีกา 4777/2549ฎีกา 2004/2527ฎีกา 7337/2549ฎีกา 378/2531ฎีกา 2093/2532ฎีกา 5790-5822/2543ฎีกา 3539/2536ฎีกา 5200/2543ฎีกา 7420/2537ฎีกา 4573-5228/2544ฎีกา 4369/2530ฎีกา 6000-6040/2544ฎีกา 1612/2530ฎีกา 2681-2683/2545ฎีกา 9488/2551ฎีกา 2725/2530ฎีกา 3115/2529ฎีกา 237/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ