⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1612/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1612/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
นายจ้างไม่มีหน้าที่จ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างในระหว่างที่นายจ้างปิดงาน เนื่องจากสัญญาจ้างแรงงานเป็นสัญญาต่างตอบแทน และลูกจ้างไม่ได้ทำงานให้แก่นายจ้าง.

ย่อคำพิพากษา

การที่โจทก์คลอดบุตรระหว่างที่จำเลยปิดงานอันเป็นการที่จำเลยใช้สิทธิตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 22วรรคสามนั้น ถึงแม้โจทก์ไม่ได้คลอดบุตรในช่วงเวลาดังกล่าว โจทก์ก็มิได้ทำงานให้จำเลยเพราะจำเลยปิดงานซึ่งเป็นกรณีที่จำเลยปฏิเสธไม่ยอมให้โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างทำงานชั่วคราวตามมาตรา 5 วรรคหกแห่ง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ในเมื่อโจทก์ไม่ได้ทำงานให้แก่จำเลยในระหว่างนั้น จำเลยผู้เป็นนายจ้างจึงไม่มีหน้าที่ที่จะต้องจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ เพราะการจ้างแรงงานเป็นสัญญาต่างตอบแทนดังนั้นการที่โจทก์คลอดบุตรในช่วงเวลาที่จำเลยปิดงานโจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างจากจำเลย.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.5 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.22

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างประจำ โจทก์ได้ลาคลอดมีกำหนด 30 วัน โจทก์ทำงานกับจำเลยมาเกิน 180 วันแล้วมีสิทธิได้รับค่าจ้างตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 18จำนวน 30 วัน เป็นเงิน 2,100 บาท ทวงถามแล้วแต่จำเลยไม่ยอมจ่ายให้จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างวันลาคลอด เป็นเงิน 2,100 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันครบลาคลอดจนถึงวันฟ้อง จำเลยให้การว่าโจทก์มิได้ลาคลอดต่อจำเลย อีกทั้งในช่วงระยะเวลาดังกล่าวมีข้อพิพาทแรงงานตกลงกันไม่ได้ จำเลยได้ใช้สิทธิปิดงานต่อโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน โจทก์จึงไม่มีสิทธิในการลาเพื่อขอรับค่าจ้างใด ๆ จากจำเลยอีก ขอให้พิพากษายกฟ้อง วันนัดพิจารณา คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า จำเลยปิดงานเนื่องจากมีข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ตั้งแต่วันที่ 15 เมษายนถึงวันที่ 25 พฤษภาคม 2528 โจทก์คลอดบุตรเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2528และกลับเข้าทำงานเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2528 ทั้งนี้เพราะจำเลยกับพนักงานตกลงกันได้ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2528 ศาลแรงงานกลางเห็นว่าประเด็นข้อพิพาทมีว่า การที่โจทก์คลอดบุตรดังกล่าวจำเลยจะต้องจ่ายค่าจ้างให้โจทก์หรือไม่ เพียงใด และคดีพอวินิจฉัยได้จึงสั่งงดสืบพยาน แล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "...ประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 18 บัญญัติว่า "ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์ให้มีสิทธิลาเพื่อการคลอดเพิ่มขึ้นจากวันลาป่วยที่กำหนดไว้ในข้อ 12 วรรคหนึ่งโดยไม่ได้รับค่าจ้างอีกหกสิบวันรวมทั้งวันหยุดด้วย แต่ถ้าหญิงนั้นได้ทำงานมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันให้มีสิทธิได้รับค่าจ้างเท่าเวลาที่ลาตามอัตราที่ได้รับอยู่ แต่ไม่เกินสามสิบวัน ฯลฯ" อันเป็นการคุ้มครองลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์โดยให้มีสิทธิลาเพื่อการคลอดเพิ่มขึ้นจากวันลาป่วยและในกรณีที่โจทก์คลอดบุตรในช่วงแรกระหว่างที่จำเลยใช้สิทธิปิดงานนั้น เห็นว่าการปิดงานของจำเลยผู้เป็นนายจ้างนั้นเป็นการใช้สิทธิตามนัยแห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 หมวด 2 วิธีระงับข้อพิพาทแรงงาน มาตรา 22 วรรคสาม ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่ไม่อาจตกลงกันได้ภายในระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าข้อพิพาทแรงงานนั้นเป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ในกรณีเช่นว่านี้...นายจ้างจะปิดงานโดยไม่ขัดต่อมาตรา 34 ก็ได้ ฯลฯ" ดังนั้นในกรณีที่โจทก์คลอดบุตรในช่วงแรกระหว่างจำเลยปิดงานนั้นถึงแม้โจทก์ไม่ได้คลอดบุตรโจทก์ก็มิได้ทำงานให้แก่จำเลย เพราะจำเลยปิดงานอันเป็นกรณีที่จำเลยปฏิเสธไม่ยอมให้โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างทำงานชั่วคราวตามมาตรา 5 วรรคหก แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ในเมื่อโจทก์ผู้เป็นลูกจ้างไม่ได้ทำงานให้แก่จำเลยผู้เป็นนายจ้างในระหว่างปิดงานเช่นนี้ จำเลยผู้เป็นนายจ้างจึงไม่มีหน้าที่ที่จะต้องชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์ผู้เป็นลูกจ้างของตนเพราะการจ้างแรงงานระหว่างโจทก์จำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทน ดังนั้นในกรณีที่โจทก์คลอดบุตรช่วงแรกระหว่างที่จำเลยปิดงานนั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างจากจำเลย ส่วนในช่วงที่สอง นับตั้งแต่วันเปิดงานจนถึงวันที่จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานนั้น ก็ปรากฏว่า โจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิลาเพื่อการคลอดเพราะมิได้ยื่นใบลาคลอดตามระเบียบเกี่ยวกับการลาคลอดของจำเลย โจทก์จึงไม่มีวันลาเพื่อการคลอดอันพึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างเท่าเวลาที่ลาตามอัตราที่ได้รับอยู่ตามที่บัญญัติไว้ในข้อ 18 แห่งประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องการคุ้มครองแรงงาน ดังกล่าวข้างต้นอีกเช่นเดียวกัน ดังนั้นที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยอุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1612/2530 นาง พรพรรณ แม้นรัตน์ โจทก์ บริษัท เยนเนอรัลนิตส์ ( ประเทศ ไทย ) จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง พรพรรณ แม้นรัตน์ · จำเลย - บริษัท เยนเนอรัลนิตส์ ( ประเทศ ไทย ) จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สีนวล คงลาภ · จุนท์ จันทรวงศ์ · มาโนช เพียรสนอง
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5759/2540ฎีกา 7773-7776/2553ฎีกา 9395-9492/2550ฎีกา 2790/2525ฎีกา 4777/2549ฎีกา 378/2531ฎีกา 2093/2532ฎีกา 5790-5822/2543ฎีกา 5200/2543ฎีกา 4573-5228/2544ฎีกา 4369/2530ฎีกา 6000-6040/2544ฎีกา 9488/2551ฎีกา 3115/2529ฎีกา 2325-2326/2531ฎีกา 3823/2531ฎีกา 1128/2544ฎีกา 1448/2541ฎีกา 909/2532ฎีกา 2837/2526ฎีกา 1799-1800/2539ฎีกา 4098/2545ฎีกา 4460-4462/2530ฎีกา 6977/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ