คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 266/2545
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การบังคับคดีตามคำพิพากษาต้องดำเนินการภายในกำหนด 10 ปีนับแต่วันมีคำพิพากษาและตามคำบังคับ และการที่เจ้าหนี้ไม่ดำเนินการบังคับคดีทันทีไม่เป็นเหตุให้ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดในหนี้ที่เพิ่มขึ้นจากดอกเบี้ยตามคำพิพากษา
ย่อคำพิพากษา
การบังคับคดีเป็นสิทธิตามกฎหมาย โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องดำเนินการบังคับคดีตาม ขั้นตอนให้ครบถ้วนภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษานั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ดังนั้นโจทก์จะดำเนินการบังคับคดีเมื่อใด ภายในกำหนด 10 ปี จึงเป็นสิทธิที่โจทก์สามารถทำได้โดยชอบ จำเลยเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษามีหน้าที่นำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยไม่ชำระ จึงต้องรับผิดในหนี้ที่เพิ่มขึ้นจากจำนวนดอกเบี้ยที่ศาลกำหนดไว้ในคำพิพากษาแก่โจทก์ หาใช่เป็นผลจากการที่โจทก์ไม่ดำเนินการบังคับคดีแต่อย่างใด ดังนั้น การที่โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับดีในทันทีจึงมิใช่เหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด และพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคล ล้มละลาย
จำเลยไม่ยื่นคำให้การ
ระหว่างพิจารณา บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๔ ให้จำเลยใช้ ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ว่า จำเลยเป็น ผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีเป็นเหตุให้จำเลยเป็นหนี้โจทก์เพิ่มมากขึ้นถือเป็นเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายหรือไม่ เห็นว่า การบังคับคดีเป็นสิทธิตามกฎหมาย โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องดำเนินการบังคับคดีตามขั้นตอนให้ครบถ้วนภายในกำหนด ๑๐ ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษานั้นตาม ป.วิ.พ มาตรา ๒๗๑ ดังนั้นโจทก์จะดำเนินการบังคับคดีเมื่อใดภายในกำหนด ๑๐ ปี จึงเป็นสิทธิที่โจทก์สามารถทำได้โดยชอบ จำเลยเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษามี หน้าที่นำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยไม่ชำระ จะต้องรับผิดในหนี้ที่เพิ่มขึ้นจากจำนวนดอกเบี้ยที่ศาลกำหนดไว้ในคำพิพากษาแก่โจทก์ หาใช่เป็นผลจากการที่โจทก์ไม่ดำเนินการบังคับคดีแต่อย่างใด ดังนั้นการที่โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีในทันทีจึงมิใช่เหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น
พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๔ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยหักออกจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 266/2545
ธนาคารกรุงเทพฯ พณิชย์การ จำกัด (มหาชน) โจทก์
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
นายวิเศษ หรือธนฤทธิ์ เมืองนิล จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - ธนาคารกรุงเทพฯ พณิชย์การ จำกัด (มหาชน) · จำกัด - โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ · จำเลย - นายวิเศษ หรือธนฤทธิ์ เมืองนิล |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | พีรพล จันทร์สว่าง · ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน · วัฒนชัย โชติชูตระกูล |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี - นายณัฐพงศ์ วงศ์ศิวะวิลาศ · ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายสมชาติ ธัญญาวินิชกุล |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา